คนเพชรบุรี ปฏิบัติธรรม ได้ที่..สำนักปฎิบัติธรรม..ศิริธรรมถ้ำชี ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี ติอต่อ อ.ปิยะวรรณ โทร.081-5888792

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความเข้าใจเกี่ยวกับ “ วิญญาณ ” ที่ถูกต้อง




วิญญาณคืออะไร ?  ถ้าต้องการอยากจะทราบว่า  วิญญาณคืออะไร ก็โปรดพิจารณาถึงคำต่อไปนี้






     ตาเห็น ก็คือ วิญญาณเห็น


     หูได้ยิน ก็คือ วิญญาณได้ยิน


     จมูกรู้สึกกลิ่น ก็คือ วิญญาณรู้สึกกลิ่น


     ลิ้นรู้สึกรส ก็คือ วิญญาณรู้สึกรส


     กายรู้สึกสัมผัส ก็คือ วิญญาณรู้สึกสัมผัส


     สมองนึกคิด ก็คือ วิญญาณนึกคิด



     หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การเห็น การได้ยิน การรู้สึก กลิ่น การรู้สึกรส การรู้สึกสัมผัส และความรู้สึกนึกคิดต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฎการณ์ของวิญญาณ และ ที่เราพูดกันจำไว้ในสมองนั้นก็หมายถึงจำไว้ใน วิญญาณเราเพราะความจำก็เป็นเรื่องของวิญญาณ เป็นสิ่งที่เกิดมาจากวิญญาณ

วิญญาณ คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์

      คำว่า วิญญาณ ในความหมายของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่หมายถึงผี ไม่ใช่หมายถึงร่างของคนที่ตายที่มาปรากฏให้เห็น คำว่าวิญญาณเป็นภาษาบาลี แปล เป็นภาษาไทยว่าใจ คำว่าจิตและมโน ทั้งสองคำนี้เป็นภาษาบาลี มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า วิญญาณ

     โปรดจำไว้ว่าวิญญาณเป็นอีกสิ่งหนึ่งนอกจากร่างกาย วิญญาณไม่ใช่สมอง วิญญาณไม่ใช่กระแสไฟฟ้า วิญญาณไม่ใช่อำนาจแม่เหล็ก วิญญาณไม่ใช่สสาร โดยธรรมชาติ

     วิญญาณเป็น พลังงานชนิดหนึ่ง แต่เป็นพลังงานที่เป็นนามธรรม คำว่านามธรรม หมายความว่า สิ่งที่ไม่สามารถสัมผัส ได้ด้วยประสาททั้ง 5 คือ จะใช้ตาดู ใช้หูฟัง ใช้จมูกดมกลิ่น ใช้ลิ้นชิมดู หรือใช้มือจับถูกต้องไม่ได้ แต่วิญญาณก็ไม่ใช่สิ่งลึกลับ เพราะวิญญาณได้แสดงตัวออกมาเสมอ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ตาเห็น ก็คือวิญญาณเห็น หูได้ยิน คือวิญญาณได้ยิน สมองนึกคิดก็คือ วิญญาณนึกคิด ดังนี้เป็นต้น



     แต่อย่างไรก็ตามคนส่วนมากมักเข้าใจว่าเมื่อพูดถึงวิญญาณทีไร ทำให้ต้องนึกถึงผี นึกถึงร่างกายของคนที่ตายแล้วมาปรากฏให้เห็นทุกครั้ง แล้วเรียกกันว่า เห็นวิญญาณหรือเห็นผี โปรดจำไว้ให้แม่นว่าทางพระพุทธศาสนาไม่เคยเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นวิญญาณเลย คนไทยที่ไม่เข้าใจเรื่องวิญญาณ ตามหลักวิชาพระพุทธศาสนาพากันเรียกผิดเพี้ยนไปเอง

     ท่านคิดดูง่ายๆก็แล้วกันว่า ร่างกายของเราซึ่งยังมีชีวิตอยู่นี้ ทั้งที่วิญญาณได้แสดงตัวของมันออกมาเสมอ เช่น การเห็น การได้ยิน ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งที่มันแสดงออกมาทุกขณะ ทางตา ทางหู ทางระบบประสาททั่วร่างกาย เราก็ยังไม่สามารถที่จะเห็นมันได้ด้วยตา แล้วเรื่องอะไร ท่านจะไปเข้าใจว่า ร่างกายของคนที่ตายไปแล้วมาปรากฏให้เห็นได้ในบางครั้งนั้นคือวิญญาณ อันที่จริงเราเข้าใจผิดกันนิดเดียว

     กล่าวคือถ้าท่านจำได้แม่นยำว่าวิญญาณเป็นนามธรรม และสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้น ย่อมไม่สามารถที่จะสัมผัสได้ด้วยประสาททั้งห้า ถ้าท่านเข้าใจหลักวิชานี้ดี ท่านก็จะไม่พูดเลยว่า ท่านได้เห็นวิญญาณและแล้วทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าวิญญาณเป็นสิ่งที่มีรูปร่าง ความจริงร่างของคนที่ตายมาปรากฏให้เห็นได้นั้น พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า โอปปาติกะ


     คำว่าโอปปาติกะ เป็นชื่อของชีวิตประเภทหนึ่ง ตามศัพท์แปลว่าชีวิตที่เกิดเป็นรูปร่างสมบูรณ์ขึ้นในทันที ด้วยอำนาจของวิญญาณ ซึ่งผิดจากร่างกายของมนุษย์และสัตว์ทั่วไปในโลกนี้ ซึ่งค่อยๆเติบโตมาโดยลำดับเพราะกว่าจะจะเป็นร่างกายที่สมบูรณ์นั้นกินเวลานาน ส่วนพวกโอปปาติกะเกิดเป็นร่างที่สมบูรณ์ขึ้นในทันที ในชั่วขณะจิตเดียวที่ปฏิสนธิ ซึ่งชีวิตอย่างนี้ มีมากมายหลายประเภทและมีจำนวนมากกว่าชีวิตทั้งหมดในโลกนี้ ไม่ทราบว่ากี่ร้อยพันเท่า

     ผู้ที่ปรารถนาจะศึกษาเรื่องนี้ให้เข้าใจจริงๆ ท่านจะต้องศึกษาตามความหมายของคำว่า วิญญาณ ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเสียก่อนคำว่า วิญญาณ เมื่อพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ความรู้สึกนึกคิดซึ่งทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็น 6 อย่างคือ

     การเห็น เรียกว่า จักษุวิญญาณ

     การได้ยิน เรียกว่า โสตวิญญาณ

     การรู้สึกกลิ่น เรียกว่า ฆานวิญญาณ

     การรู้สึกรส เรียกว่าชิวหาวิญญาณ

     การรู้สึกสัมผัสต่างๆ เรียกว่า กายวิญญาณ

     ความรู้สึกนึกคิด เรียกว่ามโนวิญญาณ




     โปรดจำไว้ให้แม่นว่า วิญญาณเป็นสิ่งที่มีอีกอย่างหนึ่งนอกจากร่างกาย วิญญาณเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม วิญญาณไม่ใช่เป็นสิ่งที่อาจจะเห็นได้ด้วยตา ตาเห็นก็คือวิญญาณเห็น แต่วิญญาณจะเกิดการเห็นได้ก็ต้องอาศัยตาเช่นเดียวกับต้นไม้ ไม่ใช่เกิดจาก

     ดิน ต้นไม้ทุกอย่างย่อมเกิดจากเม็ดของมันก็จริง แต่ก็ต้องอาศัยดินเกิด ถ้าดินไม่ดีต้นไม้อาจจะไม่เกิด หรือเกิดแต่ไม่งาม

     นอกจากอาศัยดินแล้วต้นไม้ย่อมจะต้องอาศัยเหตุอย่างอื่นอีกหลายอย่าง เช่น อาศัยน้ำ อาศัยอุณหภูมิที่พอเหมาะดังนี้เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน การเห็นเกิดจากวิญญาณ แต่วิญญาณจะเกิดการเห็นได้ก็ต้องอาศัยตา และอาศัยเหตุอื่นๆอีกหลายอย่าง

     การได้ยิน การรู้สึกกลิ่น การรู้สึกรส การรู้สึกสัมผัส และความรู้สึกนึกคิดต่างๆสิ่งเหล่านี้เกิดจากวิญญาณ เหมือนกับต้นไม้เกิดจากเม็ดของมันที่ว่าวิญญาณเป็นสิ่งที่มีอีกอย่างหนึ่งนอกจากร่างกายนั้น

     ข้อนี้เราจะเข้าใจได้ชัด ก็ต่อเมื่อนึกถึงหลักพระพุทธศาสนาที่กล่าวว่า คนเราเมื่อตายแล้ว วิญญาณยังเหลืออยู่ วิญญาณไม่ได้สูญสิ้นไปพร้อมกับร่างกาย แม้จะเอาคนทั้งเป็นโยนเข้ากองไฟ ร่างกายเท่านั้นที่ไหม้อยู่ในกองไฟ ส่วนวิญญาณหาได้ไหม้อยู่ในกองไฟไม่ หรือแม้ว่าจะเอาคนทั้งเป็นถ่วงลงไปในทะเลที่ลึกที่สุด หรือโยนลงไปในหลุมที่ลึกที่สุด



 

     ร่างกายเท่านั้นที่จมอยู่ในทะเลและจมอยู่ในก้นหลุม ส่วนวิญญาณจะต้องออกจากร่างกายไปเกิดใหม่ ไปสร้างชีวิตใหม่ ( ในที่นี้หมายถึงจิตดวงเก่าดับ และจิตดวงใหม่เกิดขึ้นในทันที เพียงชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้น แต่การที่ใช้คำว่า ออกจากร่าง ก็เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายเท่านั้น )


     ซึ่งวิญญาณของใครจะไปเกิดที่ไหน จะสร้างชีวิตขึ้นมาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับกฎของกรรม รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้จะอธิบายในภายหลัง ในเบื้องต้นนี้ขอให้เข้าใจแต่เพียงว่า วิญญาณเป็นสิ่งที่มีอยู่อีกอย่างหนึ่งนอกจากร่างกายคนที่เริ่มเรียนเรื่องวิญญาณ ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างกว้างขวางในระยะแรกนี้

      ทุกกครั้งที่นึกถึงวิญญาณ ให้นึกอย่างนี้ ตาเห็น คือ วิญญาณเห็น หูได้ยิน คือวิญญาณได้ยินฯลฯสมองนึกคิด คือวิญญาณนึกคิด ให้พยายามนึกทบทวนอย่างนี้บ่อยๆพยายามละความเคยชินที่เคยยึดถือมาว่า ตาเห็น หูได้ยิน โดยเข้าใจว่า การเห็น การได้ยิน เกิดจากตาเกิดจากหูจริงๆ


 
      ที่จริงคำว่า ตาเห็น หูได้ยิน เป็นคำพูดที่เป็นสำนวนเหมือนกับคำว่าคิดถึงบ้าน ศาลตัดสิน เมื่อเราพูดว่า คิดถึงบ้านนั้นความจริงเราไม่ได้คิดถึงบ้าน แต่เราหมายถึงคิดถึงคนที่อยู่ในบ้าน หรือคนที่อยู่ข้างๆบ้าน และเมื่อพูดว่าศาลตัดสินก็หมายถึง ผู้พิพากษาตัดสิน ถ้าหากเราพยายามละความเคยชินดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็ไม่เป็นการยากอะไรเลยที่จะทำความเข้าใจว่า วิญญาณคืออะไร

     อีกอย่างหนึ่งซึ่งจะต้องจดจำให้แม่นก็คือ เมื่อนึกถึงวิญญาณ อย่านึกถึงผี โดยเข้าใจว่า รูปร่างที่เห็นนั้นคือวิญญาณ แต่ให้เข้าใจว่า รูปร่างที่เห็นนั้นคือ ชีวิตประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากวิญญาณโดยตรง ( เรียกว่าโอปปาติกะ ) เหมือนกับภาพในความฝัน ซึ่งภาพที่ปรากฏในความฝันนั้น ใครๆก็รู้ว่า นั่นไม่ใช่ตัววิญญาณ แต่มันเป็นภาพที่เกิดจากวิญญาณ

     วิญญาณคือพลังงานชนิดหนึ่งที่สามารถจะก่อให้เกิดสิ่งต่างๆได้มากมาย ชีวิตทุกอย่างรวมทั้งพืช และสัตว์ทั้งหลายทุกชนิดก็เกิดขึ้นมาจากอำนาจของวิญญาณทั้งสิ้น ธรรมชาติที่สร้างสรรค์ชีวิตก็คือวิญญาณ ในธรรมชาติอันนี้ไม่ใช่สิ่งลึกลับ เพราะวิญญาณได้แสดงตัวออกมาเป็นความรู้สึกนึกคิดต่างๆอยู่เสมอ



     พืชทุกอย่างก็มีความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งความรู้สึกอันนี้ ก็คือปรากฏการณ์ของวิญญาณ หรือ สัญลักษณ์ ที่แสดงให้รู้ว่าในชีวิตนี้มีวิญญาณ พุทธพจน์ที่แสดงว่าวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง



ทูรงฺคม๐ เอกจร๐ อสรีร๐ คุหาสย๐ เย จิตฺต๐

สญฺญเมสฺสนติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา



     จิตเป็นธรรมชาติไปสู่ที่ไกลได้ เป็นธรรมชาติที่เกิดทีละขณะ ไม่มีสรีระอาศัยอยู่ในคูหา คือ หทัยรูป ผู้ใดสำรวมจิตได้ผู้นั้นก็จะพ้นจากบ่วงแห่งมารได้ ธรรมบท ภาค ๒/๑๓๘ คำว่า ทูรงฺคม๐ ซึ่งแปลว่า ไปสู่ที่ไกล ในอรรถคาถา อธิบายว่า ความจริงจิตไม่อาจที่จะไปไหนมาไหนได้ แม้เพียงชั่วระยะทางเท่ากับ เส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นใยแมงมุม แต่ถึงกระนั้นจิตก็สามารถที่จะรับอารมณ์ แม้อยู่ในที่ไกลได้

     ที่ท่านกล่าวว่าจิตไม่สามารถที่จะไปไหนมาไหนได้ ก็เพราะโดยสภาวะจิตเป็นธรรมชาติที่เกิดมาชั่วขณะแล้วก็ดับ เหมือนกับเปลวไฟ ซึ่งอันที่ดับก็เป็นอันดับไป อันที่เกิดใหม่ไม่ใช่อันเก่า สังกมนะของจิตไม่มี คำว่าสังกมนะหมายถึงสิ่งๆเดียวกัน ก้าวจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง สังกมนะ ตามศัพท์แปลว่า การก้าวไป โปรดสังเกตว่า อณูของเปลวไฟแต่ละอันที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดขึ้นมาเพียงชั่วขณะแล้วก็ดับ ไม่ทันจะก้าวไปไหน





     คำว่า เอกจร๐ ซึ่งแปลว่า จิตเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นทีละขณะ ข้อนี่หมายความว่า จิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์นั้น เกิดขึ้นทีละขณะ เช่นการเห็นกับการได้ยินโดความเป็นจริงแล้ว เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ ในขณะที่เกิดการเห็น การได้ยินไม่มีและในทำนองเดียวกัน

     ในขณะที่เกิดการได้ยิน การเห็นก็ไม่มี ดังนี้เป็นต้น

     แต่ความรู้สึกของคนทั่วไป มักจะเข้าใจว่าการเห็นกับการได้ยินเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ที่รู้สึกเช่นนั้น ก็เพราะจิตที่เกิดขึ้นแต่ละขณะรวดเร็วมาก จึงเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่นเวลาฟังครูอธิบาย ตาก็เห็น หูก็ได้ยิน คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การเห็นกับการได้ยินนั้นเกิดพร้อมกัน แต่โดยความเป็นจริงแล้ววิญญาณที่เกิดแล้วดับนั้น เหมือนกับเปลวไฟซึ่งเป็นไปย่างรวดเร็วมาก ตามสายตาทั่วไป เห็นว่าในเปลวไฟนั้นมีการลุกเพลิงอยู่เสมอ มองไม่เห็นการเกิด-ดับซึ่งเป็นไปอย่างถี่ยิบในเปลวไฟนั้น ( สำหรับผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาญาณ จนเข้าถึงญาณที่ 4 ที่มีชื่อว่า อุทยัพยญาณ ซึ่งเป็นญาณที่เห็น ความเกิด-ดับ ของรูป-นาม ก็จะเข้าใจความหมายการเกิด-ดับของจิตในข้อนี้ได้อย่างแจ่มแจ้ง )

      ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ได้ว่า ในร่างกายนี้เซลล์มันแตกดับมากมาย ในหนึ่งวินาทีนี่มากมายเซลล์ของสัตว์ของมนุษย์นี่ประมาณ หกสิบเจ็ดสิบล้านตัว แตกดับในหนึ่งวินาทีนี่มากมายแต่มันก็เกิดชดเชย นี่มันก็เรียกว่าไปตรงคำสอนของพระพุทธเจ้าแสดงไว้ แต่พระพุทธเจ้าพิสูจน์ด้วยปัญญา ไม่ได้ใช้กล้อง ไม่ได้ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์มาจับ ร่างกายทุกเซลล์นี่แตกสลายอยู่





      ฉะนั้นเมื่อบุคคลได้เจริญสติสัมผัส สัมพันธ์เข้าไปที่ร่างกายจะรู้สึกเลยว่า ร่างกายมันไม่ได้อยู่นิ่ง มันมีความรู้สึกไหวกระเพื่อมเพราะว่ามันมีความแตกดับสลายตัวหรือมันรู้สึกมันพริ้วๆ อยู่ทั่วกาย ไหวๆ ๆ นี่คือรูป เซลล์ก็คือรูปแต่ละรูปๆ มันแตกดับ

     คำว่า อสรีร๐ แปลว่าไม่มีสรีระ ซึ่งหมายความว่า โดยธรรมชาติ จิตไม่ใช่วัตถุหรือเป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องมีรูปร่างอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตโดยธรรมชาติเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง ไม่มีสีสันวรรณะ แม้กรณีที่บางคน เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วเห็นสีต่าง หรือมีแสงสว่างปรากฏในใจ ตาสีและแสงนั้น ก็ไม่ใช่ของจิต แต่เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์อยู่กับจิตเกิดจากจิต และที่บางคนกล่าวว่า เขาเคยเห็นวิญญาณซึ่งเขาหมายถึงเห็นร่างของคนที่ตายแล้วมาปรากฏ ก็พึงเข้าใจว่า นั่นไม่ใช่วิญญาณ ( แต่เป็นโอปปาติกะ ) เหมือนกับคนเราอ่านหนังสือหรือฟังคำพูดแล้วทำให้รู้ว่า จิตใจของคนเขียนและคนพูดมีลักษณะอย่างไร

      โปรดสังเกตว่าตัวอักษรและเสียงที่พูดออกมานั้น ไม่ใช่จิตหรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า เป็นปรากฏการณ์ของจิตในทางวัตถุ ในทำนองเดียวกัน คนที่เห็นผีไม่ใช่หมายถึงวิญญาณ โปรดจำให้แม่นว่า จิตหรือวิญญาณเป็น อสรีร๐











     คำว่า คุหาสย๐ แปลว่า จิตอาศัยอยู่ในคูหา หรือ แปลว่า มีคูหาเป็นที่อาศัย คำว่า คูหาในที่นี้ ในอรรถกถาท่านอธิบายว่า ได้แก่ หทัยรูป คำว่า หทัยรูป ตามมติของพระพุทธโฆษาจารย์ ผู้เขียนหนังสืออรรถกถาท่านบอกว่า ได้แก่หัวใจที่ตั้งอยู่ในทรวงอกคำว่า สำรวมจิต หมายความว่า คอยระมัดระวังมิให้เกิดกิเลสขึ้น และกิเลสที่เกิดขึ้นบ่อยๆเพราะความหลงลืมของสติก็พยายามละ และคอยระมัดระวังไม่ให้จิตเกิดความฟุ้งซ่าน อย่างนี้เรียกว่า สำรวมจิต

     คำว่า พ้นจากบ่วงมาร หมายถึง พ้นจากเครื่องพันธนาการของกิเลส ซึ่งเมื่อพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ จิตเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์และกิเลสต่างๆ



ผนฺทน๐ จปล๐ จิตฺต๐ ทุรกฺข๐ ทุนฺนิวารย๐

อุชุ๐ กโรติ เมธาวี อุสุกาโร ว เตชน๐

จิตโดยธรรมดาแม้จะดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษาไว้ได้ยาก ห้ามไว้ได้ยาก ก็จริง แต่ผู้มีปัญญาซาบซึ้งในธรรม ย่อมทำจิตให้นิ่ง ให้สงบ ให้ดำเนินไปในทางที่ถูกได้

ธรรมชาติผู้สร้างชีวิตคือวิญญาณ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า วิญญาณปัจจยา นามรูปัง แปลว่า วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามและรูป ซึ่งคำนี้อาจจะแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า วิญญาณเป็นผู้สร้างชีวิต และอีกแห่งหนึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่ามโนปุพฺพงฺคมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา แปลว่า วิญญาณเป็นรากฐานของสิ่งทั้งหลาย ประเสริฐกว่าสิ่งทั้งหลาย สิ่งทั้งหลายสำเร็จมาแต่วิญญาณ

และอีกแห่งหนึ่งพระองค์ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ถ้าวิญญาณจะไม่ก้าวลงสู่ท้องมารดา นามรูปจะพึงเกิดในท้องของมารดาได้หรือ ? พระอานนท์ได้ทูลตอบว่า มิได้พระพุทธเจ้าค่ะ ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า เพราะเหตุนี้แลอานนท์ เราตถาคตจึงได้กล่าวว่า วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป

ข้อความที่เป็นพุทธพจน์เหล่านี้ถ้าเราศึกษาให้ละเอียดแล้ว จะทำให้เรารู้แจ้งเกี่ยวกับธรรมชาติ ตามความหมายที่เรามักจะพูดกันว่า ชีวิตเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ใครจะเกิดขึ้นมาเป็นอะไร มีรูปร่างลักษณะอย่างไร เป็นเรื่องของธรรมชาติ สุดแล้วแต่ธรรมชาติจะสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่มีใครบังคับได้


     และเราก็เข้าใจสืบต่อไปอีกว่า สิ่งที่มีชีวิตที่ดี สิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ดี ทุกอย่างในโลกนี้เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ และเมื่อพูดถึงธรรมชาติตามความหมายอันนี้แล้ว ตามความรู้สึกของคนทั่วไปจะบอกว่า มันเป็นเรื่องลึกลับและที่ร้ายที่สุดก็คือ ใครๆมักจะคิดว่าถ้าเป็นเรื่องของธรรมชาติแล้ว เอาชนะไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้

     คนที่เชื่อเรื่องธรรมชาติดังที่กล่าวมานี้ จะมีความรู้สึกคล้ายๆกับผู้ที่เชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เป็นไปตามประกาศิตของพระผู้เป็นเจ้า เพราะเขาถือว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และสิ่งต่างๆในโลกรวมทั้งกฎเกณฑ์ธรรมชาติต่างๆด้วย

     เมื่อเราเพาะเมล็ดผลไม้ลงไปในดินในไม่ช้ามันก็จะงอกขึ้นมา มีลำต้น กิ่ง ใบ ขึ้นมาตามลำดับ จะถามว่า อำนาจอะไรที่ทำให้เมล็ดผลไม้ต้องงอกออกมาเช่นนั้น ?และอำนาจอะไรที่ควบคุมให้เมล็ดผลไม้นั้นเจริญเติบโตไปตามพันธ์ของมัน ?พวกหนึ่งจะตอบว่าอำนาจที่ว่านั้นคือ ธรรมชาติ

     อีกพวกหนึ่งจะตอบว่าอำนาจที่ว่านั้นคือ พระผู้เป็นเจ้า ส่วนพระพุทธองค์จะทรงตอบว่า อำนาจนั้นคือ วิญญาณ เพราะตามข้อพิสูจน์ ของ พระพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงรู้แจ้งว่า สิ่งที่มีชีวิตทุกอย่างมีวิญญาณ ( คน สัตว์ เป็นวิญญาณระดับสูง เป็นวิญญาณที่มีใจครอง แต่พวกพืชหรือต้นไม้ต่างๆ ก็มีวิญญาณแต่เป็นวิญญาณคนละตัวกับ คน และสัตว์ เป็นวิญญาณระดับต่ำ หรือ ที่เรียกว่า วิญญาณที่ไม่มีใจครอง หรือวิญญาณที่ไม่มีสังขาร (สังขาร หมายถึงสิ่งปรุงแต่ง) นั่นเอง )

 


     และวิญญาณนี้เองเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ชีวิตเกิดขึ้น และวิญญาณนี้อีกเหมือนกัน ที่เป็นตัวการความคุมการเจริญเติบโต และการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างใน

     ระบบของชีวิต การที่ชีวิตทุกชีวิตต้องเป็นไปตามกรรมพันธุ์ และสัตว์ทั้งหลายต้องเป็นไปตามกฎของกรรมก็เพราะวิญญาณ

     โปรดนึกถึงข้อความที่ว่าวิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป วิญญาณเป็นราก

     ฐานของสิ่งทั้งหลาย สิ่งทั้งหลายสำเร็จมาแต่วิญญาณ โปรดจำไว้อย่างหนึ่งว่า คำว่าธรรมชาติ ในความหมายอย่างที่เข้าใจกันอยู่นั้น ไม่เคยมีในระบบความคิดของพระพุทธเจ้าอนึ่ง แม้พระพุทธเจ้าจะทรงรู้แจ้งเป็นอย่างดีว่า อำนาจที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง และบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมานั้น มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือ วิญญาณ

     แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงยกย่องว่า วิญญาณเป็นพระผู้เป็นเจ้า ที่เราจะต้องเคารพบูชา อ้อนวอนเหมือนศาสนาอื่น พระพุทธเจ้าทรงรู้จักวิญญาณ ในฐานะเป็นสิ่งธรรมดาอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ และการที่พระองค์ทรงเรียกสิ่งนี้ว่าวิญญาณก็เพราะบรรดาปรากฏการณ์ต่างๆเท่าที่มีอยู่ในโลกนี้หรือในโลกไหนก็ตาม มีอยู่สิ่งเดียวนี้เท่านั้น ที่สามารถจะรู้สิ่งต่างๆได้ และสามารถที่จะมีปรากฏการณ์ต่างๆออกมาเป็นการเห็น การได้ยิน การรู้สึกกลิ่น การรู้รส การรู้สึกสัมผัส และความนึกคิดต่างๆได้ ก็คือวิญญาณ




     คำว่าวิญญาณมาจาก คำว่าวิ+ญาณ วิ แปลว่า ต่างๆ ญาณ แปลว่า รู้ และคำนี้ ถ้าจะเรียกให้เต็มก็เรียกว่า วิญญาณธาตุ ซึ่งแปลว่า ธาตุที่สามารถจะรู้อะไรได้ต่างๆ โปรดตั้งข้อสังเกตว่า สสารและพลังงานทุกอย่างทางพุทธศาสนา รวมเรียกว่า ธาตุ ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ โปรดสังเกตไว้ด้วยว่า

     คำว่าธาตุในทางพระพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสสารเสมอไป ความร้อนและพลังงานทุกอย่างก็เรียกว่าธาตุ และในทำนองเดียวกัน วิญญาณซึ่งเป็นพลังงานชนิดหนึ่งและเป็นนามธรรม ก็เรียกว่าธาตุ สารประกอบทุกอย่างก็เรียกว่า ธาตุ ธาตุในความหมาย ของพระพุทธศาสนา หมายถึง อะไรก็ได้ที่เป็นของธรรมดา ซึ่งไม่ได้เกิดจากพระผู้เป็นเจ้า

     หรือจากอำนาจอะไรซึ่งผูกขาดแต่ผู้เดียว อะไรก็ตามที่มีอยู่ในโลกและเกิดขึ้นมาตามเหตุตามปัจจัยของมัน สิ่งนั้นเรียกว่าธาตุได้ทั้งนั้น โปรดสังเกตว่าบรรดาธาตุต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ ที่สามารถจะรู้อะไรต่างๆได้ นอกจากวิญญาณแล้วไม่มี เพราะเหตุนี้พระองค์จึงทรงเรียกสิ่งนี้ว่า วิญญาณธาตุ


 

     นักวิทยาศาสตร์ในทางชีววิทยาจะบอกว่า สมองและระบบประสาทต่างๆเป็นอวัยวะที่ประเสริฐที่สุด เพราะสมองและประสาทส่วนต่างๆสามารถที่จะรู้สิ่งที่มาสัมผัสได้ และเมื่อได้รับสัมผัสบ่อยๆก็จะมีความรอบรู้มีความชัดเจนเกิดขึ้น แต่ข้อคิดเห็นอันนี้ ขอให้จำไว้ว่า พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ เพราะสมองและประสาทเป็นวัตถุ ( หมายถึง เป็นรูป ) ตัวมันเองไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ( เป็นแค่เพียงทางผ่าน หรือตัวเชื่อมต่อหรือสะพาน ให้ รูป (ภาพที่เห็น ) รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไปสู่ วิญญาณหรือจิต นั่นเอง )

     การที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าสมองและประสาทสามารถจะรู้อะไรได้ต่างๆนั้น เป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่า ในสมองและประสาททั่วไป มีสิ่งหนึ่งที่แทรกซึมอยู่ทั่วไป สิ่งนี้คือวิญญาณ และวิญญาณที่ว่านี้ แม้จะมีความสัมพันธ์อยู่กับสมองและประสาทอย่างใกล้ชิด ยิ่งกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างดินกับต้นไม้ก็ตาม วิญญาณก็สามารถที่จะแยกตัว ออกจากสมอง และระบบประสาทได้

     ขอให้นึกถึงหลักพระพุทธศาสนาที่กล่าวว่า คนเราเมื่อตายแล้ววิญญาณจะเกิดขึ้นใหม่ในทันที (เกิดขึ้นเร็วมาก เป็นการเกิด-ดับของจิต เป็นจิตดวงใหม่ที่มีการสืบสายมาจากจิตดวงเก่า ) หรืออย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกันว่าคนเราเมื่อตายแล้ววิญญาณก็ออกจากร่างไปเกิดใหม่ แต่จริงๆแล้วเป็นอย่างที่อธิบายดังข้างต้นว่า

      เมื่อคนเราตายแล้วจิตเก่านั้นก็ดับไป จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นมาในทันที แต่ว่ามันก็มีการสืบสานมาจากอันเดิม เนื่องด้วยตัวกรรมนั้นเอง ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า หทัยวัตถุ คือศูนย์กลางของวิญญาณ การเห็น การได้ยินและความรู้สึกต่างๆ เป็นปรากฏการณ์ของวิญญาณ


 

ตาเห็น ก็คือ วิญญาณเห็น

หูได้ยิน ก็คือ วิญญาณได้ยิน

จมูกรู้สึกกลิ่น ก็คือ วิญญาณรู้สึกกลิ่น

ลิ้นรู้สึกรส ก็คือ วิญญาณรู้สึกรส

กายรู้สึกสัมผัส ก็คือ วิญญาณรู้สึกสัมผัส

สมองนึกคิด ก็คือ วิญญาณนึกคิด

คำว่า วิญญาณ เมื่อพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ความรู้สึกนึกคิด
 ซึ่งทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็น 6 อย่างคือ

การเห็น เรียกว่า จักษุวิญญาณ

การได้ยิน เรียกว่า โสตวิญญาณ

การรู้สึกกลิ่นเรียกว่า ฆานวิญญาณ

การรู้สึกรส เรียกว่าชิวหาวิญญาณ

การรู้สึกสัมผัสต่างๆ เรียกว่า กายวิญญาณ

ความรู้สึกนึกคิด เรียกว่ามโนวิญญาณ



      โปรดนึกไว้เสมอ จึงจะทำให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า วิญญาณในพุทธศาสนาคืออะไร แตกต่างจากความเข้าใจของคนทั่วๆไปอย่างไร

 
............................




วิญญาณ คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์

2 ความคิดเห็น:

  1. ขอบพระคุณในธรรมทานค่ะ สัพพะทานัง ธรรมะทานัง ชินาติ

    ตอบลบ
  2. ยินดีในบุญค่ะ

    ตอบลบ

กรอกชื่อที่อยู่ตรงนี้ครับ

บทความที่ได้รับความนิยม