คนเพชรบุรี ปฏิบัติธรรม ได้ที่..สำนักปฎิบัติธรรม..ศิริธรรมถ้ำชี ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี ติอต่อ อ.ปิยะวรรณ โทร.081-5888792

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เสียงธรรมจากบรัสเซลล์ เบลเยี่ยม

หลวงปู่บุญฤทธิ์ บัณฑิโต (จันทรสมบูรณ์)



พุทธศักราช ๒๕๕๐



คำนำ


หลวงปู่บุญฤทธิ์ บัณฑิโต (จันทรสมบูรณ์) เดินทางจากวัดพุทธารามเบอร์ลิน เยอรมัน มาพำนักที่บรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๐ เมษายน ๒๕๔๑ เพื่อเป็นประธานในพิธีทำบุญของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลล์ ในวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๑ ในช่วงเย็นของวันดังกล่าว หลวงปู่ได้นำคณะผู้สนใจและศรัทธากลุ่มเล็กๆ ปฏิบัติธรรมตามแบบฉบับของท่าน คือให้ผู้ปฏิบัตินั่งสมาธิตามแต่จะถนัดแล้ว ท่านจะเทศน์โน้มนำจิตของเราไปสู่แสงธรรม หรือพุทธธรรม หลวงปู่ย้ำว่าการปฏิบัติธรรม ต้องลงมือทำเลยจึงจะรู้ ไม่ต้องมานั่งถาม-ตอบกันมากให้เสียเวลา ทำมาได้มาก ทำน้อยได้น้อย เมื่อรู้แล้วก็จะหมดสงสัยไปเอง ไม่ต้องถาม-ตอบกันอีกต่อไป หากถึงพุทธธรรมก็เรียกว่า หมดกิจแล้ว


การสอนของท่าน มักจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ฟัง ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างที่แยบยล และชวนให้คิดตามทั้งสิ้น ฟังแล้วก็เห็นภาพตามได้อย่างชัดเจน การนั่งสมาธิโดยหลวงปู่เทศน์นำจิตนี้ จึงมีค่า และนั่งครั้งใด ฟังครั้งใดก็ได้ข้อคิดเตือนทุกครั้งไป


อย่างไรก็ดี ผู้ที่ไม่เคยคุ้นกับคำสอนของหลวงปู่ ในบางช่วงอาจจะเข้าใจยากสักนิด แต่หากตั้งใจอ่านทบทวนหลายๆ ครั้ง ก็จะพบว่าไม่ยากอย่างที่คิด และหากยิ่งได้ปฏิบัติธรรมควบคู่กันไปให้มากๆ ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งพัฒนาความเข้าใจและความเห็นที่ถูกต้องตามสัจธรรมหรือธรรมชาติได้ง่ายขึ้น


กราบขอบพระคุณหลวงปู่ที่ให้คำสอนที่ดีๆ แก่พวกเรา ซึ่งเปรียบเหมือนหมู่ปลาน้อยใหญ่ทั้งหลายที่ว่ายเวียนและเวียนว่ายอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลและมืดเป็นอนันตกาล ทำให้พวกเราได้มีโอกาสพบเห็นแสงสว่างในความมืดบ้าง แม้จะเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม ทั้งนี้ ตามบุญบารมีที่ทำกันมา




ด้วยความปรารถนาดี

ผลบุญ มิถุนายน ๒๕๔๑ กรุงบรัสเซลล์





คำนำ (พิมพ์ครั้งที่ ๒)





บรรดาหนังสือ “เสียงธรรม” ที่ได้พิมพ์ขึ้นจากธรรมะคำสอนและปฏิปทา รวมทั้งความรู้เรื่องราวของโลกของหลวงปู่บุญฤทธิ์ “เสียงธรรมจากบรัสเซลล์ เบลเยี่ยม” จะเป็น “จิ๋วแต่แจ๋ว” ซึ่งเป็นวลีที่หลวงปู่บุญฤทธิ์จะเปรยให้บรรดาศิษย์ใกล้ชิดฟังเสมอ จึงทำให้เป็นสาเหตุให้หนังสือเล่มนี้หมดเร็ว


ในโอกาสที่หลวงปู่เมตตาโปรดรับนิมนต์ ระหว่าง ๗-๑๔ มกราคม หลวงปู่ได้ปรารภให้พิมพ์ขึ้นใหม่ จะได้แจกให้ศิษย์ทั้งเก่า ใหม่ พกติดกระเป๋ากันอีกครั้งหนึ่ง โดยคุณอัครพัฒน์-คุณอัมพา สงวนหมู่


โลกบังธรรม “สติ-นิพพาน” “ไม่มีสติ คือโลก”
                นิพพานํ ปรมํ สุขํ

ตวงบุญ   มกราคม ๒๕๔๘   กม. ๒๕




เสียงธรรมจากบรัสเซลล์ เบลเยี่ยม

โดย หลวงปู่บุญฤทธิ์
     ขึ้นต้นให้ดีๆ หลับตา นั่งตัวตรงๆ หลังตรงๆ ให้มีสติอยู่กับตัว ดูลมหายใจเข้าออก ดูเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร เหมือนกับดูรถวิ่งตามถนน ดูไปเห็นไป รู้ไป ว่าลมหายใจเดินไปทางไหน เดินไปทางไหนก็เห็นรู้ๆ ไม่ต้องไปคิด ดูลม เห็นลมเห็นก็ไว ได้ยินก็ไว เกิดเดี๋ยวนั้น รู้เดี๋ยวนั้น นั่นเรียกว่าวิญญาณ คือธรรมชาติรู้





     มันไม่มีอยู่หรอก มันเป็นอยู่อย่างนั้น เรียก อนัตตา ไม่ได้เป็นตัวตนหรอก แต่เป็นธรรมชาติ






     ห้ามไม่ได้หรอก ไม่ใช่ก้อนหินนี่ กระทบหูมันก็ได้ยิน กระทบตาปุ๊บมันก็เห็นปุ๊บ กระทบใจก็รู้ปั๊บ มันคือจิต ไวที่สุด






     ได้ยินเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ได้เห็นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ได้นึกคิดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันห้ามกันไม่ได้อนัตตา ไม่ได้เป็นตัวตนของใครหรอก




     เห็นธรรมดา ได้ยินธรรมดา รู้ธรรมดา เห็นธรรมดา เห็นธรรม รู้ธรรม มันก็หายโง่ซิ ถ้าหูไม่หนวก มันก็ได้ยินนะซี ก็เท่านั้น ปุ๊ป ไปๆ จะไปยึดไปจับอะไรได้เล่า ได้ยิน นึกคิด รู้สึกหนาว ร้อนสุข ทุกข์ คิดโน่น คิดนี่ แป๊บเดียวไปแล้ว คิดดีก็ตาม คิดไม่ดีก็ตาม


     พระเวลาสวดงานศพ กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมดา ดีก็ธรรมดา ไม่ดีก็ธรรมดา กลางๆ ก็ธรรมดา ก็เหมือนฝ่ายวัตถุ มีไฟฟ้าบวก ไฟฟ้าลบ ไฟฟ้ากลางๆ ทั่วจักรวาล ก็เท่านั้นเอง ร่างกาย วัตถุ คิด นึกรู้มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปทุกศูนย์วินาที พระพุทธเจ้าทั้งหลายเรียกว่า ขันธ์ ๕ คือ กายใจทั้งหมด กายเรียกว่ารูป หนาว ร้อน ทุกข์ สุข เรียกว่าเวทนา นึกนั่น นึกนี่ รู้นั่น รู้นี้ หลงภพเรียกว่าสัญญา ที่คนเราเวียนว่ายตายเกิดก็เพราะตัวนี้ หมายรู้ทุกชนิด สัญญาอดีต สัญญาปัจจุบัน สัญญาอนาคต เป็นตัวละเอียด สังขาร ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายคำพูดนึกคิด มันเปลี่ยนไปไม่มีหยุดหรอก กายสังขาร มโนสังขาร คิดบุญ คิดบาป มันเป็นอยู่เรื่อยๆ เหมือนไฟฟ้าบวกไฟฟ้าลบ วิญญาณกระทบหู กระทบตาเห็น กระทบใจนึก ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันกระทบอยู่เรื่อย มันก็เป็นอย่างนั้น เกิด รู้ ดับก็เรียกว่าวิญญาณ






      พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต ในปัจจุบันและในอนาคตรู้อันนี้แหละ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของธรรมดา เรียกว่าอนัตตา สัพเพธัมมา อนัตตา เทียบวิทยาศาสตร์อะไรก็ energy ก็หมดเรื่องกันเท่านั้น


     ถ้าเห็นแจ้งแทงตลอดธรรมทั้งหมด อะไรก็เป็นธรรมะ ธรรมดา รู้ธรรมชาติ แจ้งในธรรมชาติหรือธรรมะ มันก็สบาย ความเห็นอย่างอื่นมันก็ดับไปพร้อมกันนั้น ความเห็นผิดมันดับ ทุกข์ก็ดับพร้อมก็สบายขึ้นตามธรรมดา ไม่ต้องมหัศจรรย์อะไรหรอก มันเป็นธรรมชาติ ถึงจะรู้ว่าไฟ ไม่ไปจับมันก็ไม่ร้อน ถ้าไม่รู้มันก็จับ อยู่อย่างนั้น

      ถ้ารู้ธรรมเห็นธรรม มันก็หายโง่ พ้นทุกข์พอแล้ว หายใจเข้า หายใจออกก็ธรรมดา ได้ยินก็ธรรมดา ได้เห็นก็ธรรมดา รู้สึกนึกคิดก็ธรรมดา ธรรมดาทั้งนั้น เป็นวิญญาณที่เกิดขึ้นทุกขณะ


     พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้โลกุตรธรรม เห็นก็ได้แต่เห็น วางไปไม่ยึดถือ ดับความยึด จึงจะไปรอดด้วยสติ ตัวสติแท้ๆ เป็นโลกุตรธรรม เป็นธรรมพ้นโลก ตัวโลกุตรธรรมเหมือนไฟฟ้าแลบ แปล๊บเดียวมันก็เห็นหมดแล้ว แลบหนเดียวไม่แลบมาก


     เจริญสติ หนทางเดียวไปรอด เห็นได้ยินก็สักแต่รู้ ไม่ไปถาม ไปตอบอะไร ไม่ได้สมมุติเป็นเราเป็นเขา เช่นได้ยิน ไม่ได้เป็นภาษาอะไร ไม่ใช่ว่าฉันได้ยิน ได้ยินของฉัน ฉันได้ยิน พระเจ้าไม่มี ศาสนาพุทธเป็น fact ไม่ใช่ fiction เสียงถูกหู ได้ยินปั๊บ นี่เป็น fact มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ก็เป็น fact ก็เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา ไม่ต้องไปอยาก ความคิดทั้งหลายก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปหยุด วิญญาณดับไปๆ หยุดไม่ได้ ไวมาก โลกสมมุติสิ่งใดไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ไปเอามา ไม่ไปเอามาสักอย่าง มันก็ไม่มีเรื่องนะซิ ไม่มีเรื่องมันก็สบายจิตก็สบาย ไม่มีสงสัยแล้ว






     เหมือนอย่างกินข้าวอิ่มแล้วจะไปสงสัยทำไมว่ากินแล้วหรือยัง กินหรือเปล่ากินกับอะไร ไม่ต้องไปคิดแล้ว สำเร็จแล้วนี่ จะไปสงสัยอะไร ถ้ายังสงสัยอยู่มันจะพ้นไปได้อย่างไร จุดหมายปลายทางคือทำความโง่ (อวิชชา) ให้พ้นไปจากจิตโดยเด็ดขาด ไม่มีเรื่องที่จะมาสงสัยอีกแล้ว


      มีใครชอบให้ถูกด่าว่า ไอ้โง่ มีไหม ไม่มี จุดหมายปลายทางมันก็แจ๋ว สงสัยไม่มีมันก็ถูกต้อง นี่มุ่งไปอันนั้นเรียกว่าบารมี ไม่ว่าจะเป็นทำทานรักษาศีล ให้ถึงที่สิ้นทุกข์ พ้นโง่ บรรลุธรรม ถ้าไม่เอาจริงไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็ขอเป็นสาวกก็ได้


     คนไทยในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าขุนมูลนาย ชาวไร่ชาวนา เขาก็งั้นๆ แหละ เวลาอธิษฐานก็จะมุ่งอธิษฐานขอให้ถึงพระนิพพาน ขอถึงพระพุทธเกิดในสมัยพระศรีอารย์ เช่นนี้เรียกว่าบารมี ที่จะสำเร็จธรรมได้ต้องอาศัยอันนี้ สร้างบุญสร้างบารมีมาพอสมควรแค่ไหน ถ้ามันพร้อมแล้ว ก็เป็นดอกบัวบานซิ






     เช่นสมัยพุทธกาล ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมยังไม่ทันบวชเลยก็สำเร็จไปแล้ว ที่สำเร็จนั่งแป๊บๆ ก็สำเร็จ เหมือนไฟช็อต เหมือนสายฟ้า แลบตอนกลางคืน แลบแป๊บเดียวคนเห็นกันหมด จะอยู่เมืองไหนก็ตามเช่นบรัสเซลล์ ก็เห็นกันหมด ถึงไฟจะดับ หลังจากนั้น มันก็ไม่สงสัยหรอก พวกมีปัญญาเห็นธรรม รู้ธรรมแล้ว มันไม่มีที่จะกลับไปสงสัยแล้ว




     จิตมันโง่สักอย่าง ก็เป็นอย่างนั้น ที่หายมืดมันก็หมดปัญญา ปัญหาโลก ปัญหาสัตว์ จิตพ้นโง่ เป็นโลกุตรจิต จิตพุทโธ จิตที่ตื่นแล้ว เหมือนเราตื่นจากฝันในเวลาเช้า มันเป็นคนละธรรมชาติสภาพตื่น






     เหมือนมองไปในทะเล น้ำ คลื่น คลื่นที่เกิดดับคือ relativity อาศัย cause condition น้ำไม่มีอาการคลื่น เป็นของจริงอยู่ในตัว นี่ธรรมะมันรวมอยู่ในตัว ฝรั่งบอกแปลไม่ได้ คำรวมทั้งหมด อริยสัจ ๔ นิพพาน สภาพจิตพ้นโง่ พ้นหลง นิพพาน






     ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หลงทั้งนั้น คือไม่เป็นพุทธสติ จิตถึงพุทธธรรม ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปชื่อว่าโลกุตรจิต จิตพ้นโลก คืออริยสงฆ์ ถ้าบวชเป็นพระเขาเรียกว่าสมมุติสงฆ์ ยังไม่สำเร็จธรรมยังเป็นปุถุชน เวียนว่ายตายเกิดไป ถ้าไม่ดีก็ลงนรกก็เท่านั้น จำใจให้สบาย หายใจให้สบาย แผ่ส่วนกุศลให้บิดามารดาด้วย


     การภาวนาเป็นกุศลสูงสุด เป็นกุศลชั้นเยี่ยม ฝึกหัดจิตให้เป็นสมาธิ เป็นบุญชั้นเยี่ยม ยิ่งกว่าทานและยิ่งกว่าศีล พระพุทธเจ้าเรียกอริยทรัพย์ แจกเท่าไหร่ไม่หมด นึกแผ่ไป send good will to all ตั้งแต่ยอดพรหม โลกกว้างขวางแค่ไหนไปจนถึงก้นนรก






     ชีวิตมีค่าทุกวัน ทำน้อยได้น้อย ทำมากก็ได้มาก สตินี่ทำได้ทุกระยะ รู้นี่ สติพร้อม ไม่มีทุกข์ เป็นบุญพร้อม เป็นปัญญาพร้อม จิตผ่องใส จิตก้าวหน้าพร้อม จะไปมีปัญหาในชีวิตได้อย่างไร ไม่ต้องถามว่าจะอยู่ไปทำไมทุกวันๆ ก็มันแจ่มแจ้งแล้วนี่ จิตอยู่ในพุทธธรรม อยู่ในแสงสว่าง จิตมุ่งสู่นิพพาน ธรรมอะไรมันไม่สูงไปกว่านี้หรอก มีน้อยคนที่จะถึง ก็เป็นเรื่องธรรมดา ของดีมีไม่มาก หาเพชรจะหาง่ายเป็นทะนานไม่มี หาคนดี หาไม่ค่อยได้ จะหาแบบหลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว จะไปหาที่ไหนในโลก





     พวกเราที่ได้มานั่งปฏิบัติธรรมเช่นนี้ถือว่าโชคดีแล้วนะ เพราะการปฏิบัติธรรมหยุดมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าล่วงไปแล้วราว ๖๐๐ ปี เมื่อพระพุทธศาสนามาสู่ลังกาแล้ว ใน ๒๐๐ ปีแรก ยังพอมีพระอรหันต์อยู่บ้าง แต่ว่าเกิดสงครามใหญ่ในลังการะหว่างสิงหล-ทมิฬ (พุทธกับพราหมณ์) บ้านเมืองแตก สาแหรกขาด พระต้องหนีไปอยู่ในป่า ตรงนี้ต้องถือว่าเป็นความดีของพระลังกา ถึงแม้เขาจะไม่ได้ภาวนามาก็ตามเถอะ ยังอุตส่าห์ท่องพระไตรปิฎก (แต่ก่อนไม่ได้เขียนไว้) เป็นภาษาบาลี อุตส่าห์ไปท่องในป่า






     เมื่อบ้านเมืองเป็นปรกติแล้วจึงมีการสังคายนา ซึ่งเป็นครั้งที่ ๔ ในลังกาก็ลงความเห็นกันว่า ในครั้งนี้พระพุทธศาสนาอาจจะสูญไปเลย เพราะฉะนั้นเราต้องรวบรวมคำสอนจารึกเอาไว้ เพราะในขณะนั้นมีการจารึกตัวหนังสือแล้ว จารึกคำสอนบาลีในแผ่นใบลาน นับตั้งแต่นั้นก็เลยสนใจเรียนแต่ตัวหนังสือ การปฏิบัติภาวนาก็เลยไม่มี






     เมื่อพระพุทธศาสนาแผ่จากลังกามาในมอญ ในเขมรและจนมาถึงไทยเลยเชื่อกันว่าคนสมัยนี้ไม่มีบุญเสียแล้วที่จะเจริญโลกุตรมรรคผลให้เกิดขึ้นได้ก็เลยไม่คิดที่จะทำกัน






    จนกระทั่งมาถึงยุคของเราตั้งแต่สมัย ร.๕ เป็นต้นมาจนถึง ร.๙ หลวงปู่มั่น จึงบังเกิดขึ้น ตั้งใจทำจริงๆ รักษาศีลโดยเฉพาะวินัยโดยเคร่งครัด ศีลเป็นพื้นฐานของสมาธิ สติเป็นพื้นฐานของปัญญา แล้วก็ของเก่าพร้อม จึงสำเร็จขึ้นมาได้




     ในยุคเดียวกัน ของพม่าก็มีมหาสียาดอ รุ่นเดียวกัน คนนี้ทีแรกก็เป็นชาวนา ทีแรกไม่สนใจพุทธ อะไรยังไม่ถึงเวลา มันก็ยังไม่เป็นหรอก สนใจไปวัดไปวาก็ไม่ไป พอถึงเวลาวันหนึ่งคุยกับเมียว่าลองไปดูสักทีว่าเป็นอย่างไร ก็ไปฟังเทศน์ ดูเหมือนจะเรื่องสติปัฏฐาน อันเดียวพอเลย กลับมาบ้านก็พิจารณาแต่สติ ตัวกระทบผัสสะ กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เดี๋ยวนี้ดูตัวนั้น ได้ยินเดี๋ยวนี้ เห็นเดี๋ยวนี้ รู้เดี๋ยวนี้ กระทบตัวกระทบสำคัญมาก เหลือบเห็นกระทบตา อยากได้ ได้ยินกระทบ ดูตัวนี้ ธรรมชาติของตัวกระทบ รู้ กระทบรู้สึก สติดูตัวเกิดดับ สำเร็จเป็นโสดาบันตั้งแต่เป็นชาวนา ก็เลยบวชภาวนาไปเรื่อยๆ






     พระ ๒ องค์นี้มาค้ำจุนศาสนาไว้ ถึงได้มีการตื่นภาวนากันขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ภาคอีสานโดยเฉพาะ มีพระป่ามากมาย (ถึงจะทำได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างก็ตาม) ไม่ต่ำกว่า ๔๐,๐๐๐ รูป ที่พระพุทธศาสนาเจริญในเมืองฝรั่งก็เพราะพระพวกนี้






     โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่ออาจารย์ชา ทางฝ่ายพม่า ก็มีมหาสียาดอ ข่าวนี้แพร่หลายไป ก็พอดีเป็นยุคที่ฝรั่งเขามีเบื้องหลังพื้นฐานเก่ามาเกิด เกิดสนใจไปเมืองไทย ศึกษาภาษาบาลี บวชไปเลยเป็นพระป่า เข้าป่าเข้าดงในเมืองไทยไปแล้ว ไม่กลัว ศาสนาพุทธก็เลยแผ่ไปในแดนตะวันตกเกือบหมดทุกแห่งแล้ว










     ไม่น่าเชื่อ แม้แต่สเปน อิตาลี แดนคาทอลิค แม้แต่เม็กซิโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมัน นักปราชญ์เยอรมัน ชูเป็นเฮาเวอร์ โกเด็นแบก เป็นผู้นำศาสนาสู่แดนเยอรมัน โดยการแปลภาษาบาลีออกมาร้อยกว่าปีแล้ว เดี๋ยวนี้พุทธเยอรมันนี่เป็นฝรั่งประมาณสี่หมื่นกว่าแล้ว ในช่วงเวลาไม่กี่ปี ครั้งสุดท้ายมาสำรวจอีก ฝรั่งตกใจว่า มีพุทธเกือบตั้งครึ่งล้าน


ทำบุญสุนทานแล้วก็อธิษฐานให้ถึงพระนิพพานเทอญ นี่พวกดอกบัวพ้นน้ำ





     พระพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนาเพราะอะไร ท่านสำเร็จวิชาสาม เรียกว่าได้ super แสงสว่าง ๓ อย่าง อย่างที่หนึ่ง เห็นอดีต อย่างที่สองเห็นอนาคต วิชชาที่สาม แจ้งปัจจุบัน






     ถ้าจิตบริสุทธิ์ ก็จะถึงธรรม ก็จะเป็นทองแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ทองปลอม ธนบัตรปลอม มิตรปลอม พ่อแม่ปลอม หรือลูกปลอม






     พวกเทวดาเต็มไปด้วยกาม แต่เขาไม่ผิดศีล ยิ่งชั้นดาวดึงส์มีแต่เล่นเพลงเต้นรำ...ไปไม่รอด แต่จิตเข้าถึงฌานแล้วโดยอัตโนมัติ ธรรมชาติของฌานเกิดขึ้นมีแต่วิตก วิจารณ์ ปีติสุข วิตก วิจารณ์






     เห็นแสงสว่างเกิดขึ้น ดูแสงสว่าง ปีติสุข ดูนิมิต สัญญา อารมณ์ในภาวนา เกิดปีติสุข สบาย นิ่งเฉยเป็นปฐมฌาน ธรรมชาติของปฐมฌาน กามไม่มี แต่ถ้าไมมีพุทธปัญญา มันไม่เที่ยง เหมือนก้อนหินทับหญ้า หญ้ายังไม่ขึ้น พอเอาอิฐออก หญ้ามันก็ขึ้น ฌานของพวกฤๅษี จิตเป็นฌาน พร้อมกับความเห็นเป็นเรามันไม่ดับ






     กามไม่มีเสียแล้ว ก็ไม่กลับมาเกิดในกามภพแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทวดาชั้นไหน ตั้งแต่ยอดสวรรค์ไปจนถึงก้นนรก เป็นกามทั้งนั้น เรียกว่า กามภพ อันนี้เรียกว่า ทุกข์มาก กามนี้ดับไปจากจิตเสียแล้ว มันก็สบาย





     เดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยมี ขนาดโสดาบันก็พอแล้ว เกิดอีก ๗ ชาติเท่านั้น ชอบภาวนา ติดอยู่ฌาน...มันไปบานอยู่แค่นั้นถ้ากามดับเด็ดขาด ไม่มีเหตุกลับมาในกามภพก็สบายไปแล้ว เป็นอริยะบุคคลจิต โลกุตรจิต จิตพ้นโลก พระอนาคา No-returner


      คนเรามันยังหลงร้อยเปอร์เซ็นต์ หลงบ้า ตั้งแต่ยอดพรหม เรียกว่าสัญญวิปปลาส สิ่งที่ไม่เที่ยงเกิด-ดับ ก็เห็นว่าเป็นเที่ยง พูดภาษาคนธรรมดาว่าบ้า คนเราเวลาไม่พอใจใคร ก็จะเรียกว่า แกบ้า ความจริงแล้วเป็นปุถุชนมันก็บ้าด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่ไม่เที่ยงเห็นว่าเที่ยง สิ่งที่เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา ก็เห็นไปว่าเป็นตัวเป็นตน เรา โลก ของเรา เรากับพระเจ้า ฯลฯ






     เมื่อเห็นว่า เรา มันก็มี ไม่ใช่เรา มันก็เกิดพร้อมกัน ไม่ใช่เรา เหมือนเราเล่นเงาที่ข้างฝา ชูนิ้ว ก็มีเงาที่ข้างฝา เอานิ้วมือลงเงาก็หายไป concept I กับ not I มันเกิดพร้อมกัน ถ้าเราดับ คนอื่นก็ดับ แล้วโลกจะไปตั้งได้อย่างไรล่ะ แล้วมันจะ inside outside อะไรล่ะ มันเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ environment จะไป environ อะไรล่ะ... อะไรที่จะ environ มันไม่มี environ มันก็มีไม่ได้ space-time ที่ไหนมันก็มีไม่ได้ มันไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หลง subjective-objective ที่วิทยาศาสตร์เชื่อกันมันจบ จิตสว่างแล้ว มันไม่มีหรอก ปัญหาโลกปัญหาภพ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จิตแจ้งจิต จิตรู้ว่าพ้นแล้วจากมืด จากโง่ จากทุกข์ จากภพโง่ ไม่มีปัญหา จิตรู้แจ้งธรรม ไม่ไปลวงอะไรแล้วคือ พระนิพพาน




     เหมือนเรามานั่งที่นี่แล้วจะถามตอบอะไร ว่านั่งหรือเปล่า? นั่งอยู่ที่บ้านนี้หรือเล่า มันไม่คิดแล้ว มัน perfect ภาษาฝรั่งเศสว่า fait accompli คือเรียบร้อยไปแล้ว อย่างเรากินข้าวอิ่ม ไม่ต้องไปนั่งคิดว่าอิ่มหรือเปล่า ไม่มีแล้ว เพราะสภาพที่แท้จริงมัน perfect อยู่แล้ว มันเรียบร้อยไปหมด คือสำเร็จแล้ว การมานั่งอยู่ที่นี่สำเร็จแล้ว มันไม่มีหรอกมาถามตอบสงสัยอะไร มันแจ้งในธรรมแล้ว วิตก วิจาร ปีติ สุข ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีหวั่นไหวแล้ว ไม่มาสงสัยแล้ว มีแต่ตั้งหน้าปฏิบัติไปเรื่อยๆ ถ้าขยันก็ก้าวหน้าขึ้นไปอีก ถ้าปล่อยเฉยๆ ก็ถึงช้าหน่อย เหมือนกับงู ถ้าตัดหัวอวิชชา ความไม่รู้จักขันธ์ห้าเป็นธรรม นึกว่าเป็นตน self ego ตัวมันก็ดิ้นไปมา ถ้าขยันกระทืบมันก็หยุดนิ่งเร็ว ถ้าปล่อยเฉยๆ ไม่ช้ามันก็หยุดนิ่งเอง




     ชีวิตในสวรรค์ เป็นเทวดา มันไม่เหมือนมนุษย์มันยาว แต่กระนั้นก็ยังสั้น ล้านปีมันก็ยังสั้นเทียบกับที่มืดไม่รู้จักกี่ล้านปีแล้ว สมมุติเราเกิดก่อนพ.ศ.นี้สัก ๓,๐๐๐ ปี ก็ไม่เจอแล้วพุทธศาสนา หากเกิดหลังจากนั้นไปเป็นล้านๆ ปีก็ไม่เจออีกนั่นแหละ นี่ปัจจุบันปี ๒๕๔๑ แล้วเลยกึ่งพุทธกาลแล้ว ถ้าถึง ๕,๐๐๐ ปีน่ะ ไม่รู้เรื่องสักคน โลกมันฉิบหายฆ่ากันเองไม่รู้จักหมด มีพวกใหม่เกิดขึ้นมาโกงต่อ


      จนกระทั่งมนุษย์มีชีวิตยาวครบปกติคือ ๘๐,๐๐๐ ปี พระศรีอารย์จึงจะมาเกิดในระหว่างนั้น ถึงจะมีคนมาเกิด ดีแสนดีอย่างไรก็ตาม ไม่ได้เจอพุทธธรรมจนในสมัยที่พระพุทธเจ้าจะเกิด พวกที่สร้างบารมีสามารถรู้ธรรมได้ด้วยตนเองเป็นปัจเจกพุทธะ จึงจะเกิดเป็นจำนวนหลายร้อย แต่ปรารถนารู้คนเดียว ไม่ไปสอนใคร รู้แล้วก็ไม่ได้ไปสอนใครก็เหมือนนักบวช ถ้าใครได้ใส่บาตรด้วย โอ้โฮ บุญมหาศาลานั่นแหละ วิธีการของท่าน





     เหมือนอย่างในสมัยพุทธกาล พระปัจเจกก็รู้กันหมดแล้วว่าใครจะมาเป็นพระพุทธเจ้า ท่านมีอำนาจรู้ได้เหมือนอย่างพระอาทิตย์จะโผล่ ดาวทั้งหลายก็หายไปหมด พระอาทิตย์โผล่ตอนเช้า ดาวทั้งหลายก็หายหมด พระปัจเจกพุทธะก็ขึ้นป่าขึ้นเขาหายไปหมด ทั้งนี้ เฉพาะในสมัยใกล้พุทธกาลเท่านั้น ดังนั้นการที่ใครจะมาบอกว่ารู้ด้วยตัวเอง นั่นคนบ้า ตราบใดที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ ใครจะมารู้ธรรมะด้วยตนเองเป็นไปไม่ได้ ต้องรอพุทธกาลหมดเสียก่อน บางคนว่าศาสนาอื่นเขาก็รู้อริยสัจ ๔ ไม่ใช่เรื่องแล้ว






     ความสงสัยในทุกข์ เป็นอย่างไร เหตุของทุกข์เป็นอย่างไร รู้แจ้ง ปัจจุบันรู้แจ้งแล้ว อันนี้ตัวสำคัญต้องอาศัยโพธิญาณของพระพุทธเจ้า จึงจะรู้ ทุกข์เพราะจิตมืด หัวของมืด คือ ego concept ตัวนี้แหละ



 

     ถ้ารู้แจ้ง ก็สบายแล้ว พุทโธ ธัมโม สังโฆ เกิดขึ้นเอง เพราะคำว่าพุทโธเป็นโลกุตรธรรม (พ้นโลก) ทำแสงสว่างให้เกิดขึ้นแล้วจิตใจสบายนิ่งเฉย ไม่ต้องไปคิดแล้ว พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เมื่อปฏิบัติได้แล้ว แจ่มแจ้ง ดับความทุกข์ พอเจริญภาวนาถูก เจริญมหาสติ ได้ยินสักแต่ได้ยิน ดับหมดถึงธรรม รู้ธรรม ความเห็นอย่างอื่นดับ ทุกข์มันดับหมด ที่เคยมีแต่ก่อน ปัญหาเรา ปัญหาเขา ปัญหาโลกฆ่าตัวตาย มันไม่มีแล้ว ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ตั้งแต่ยอดพรหมจนถึงก้นนรกมันไม่มีแล้ว



     เหมือนปลาทั้งหลายว่ายในทะเล มันไม่รู้อะไรสักอย่าง จิตมืด ถ้าว่ายพ้นเงามืดจากท้องฟ้าเจอแสงอาทิตย์ แจ๋วทันที แจ๋วคลื่น แจ๋วน้ำ เกิดแสงสว่างพุทธปัญญา รู้จักคลื่น รู้จักนั้น คลื่นกับน้ำไม่มี distance หรอก มันถึงเข้าใจกันยาก ระยะจากคลื่นถึงน้ำมีที่ไหน ได้ยินสักแต่ได้ยิน เป็นมหาสติ เป็นปัญญาเกิด ไม่ต้องมาถามว่าอยู่ที่ไหน นิพพานเหมือนท้องฟ้า มันก็มีอยู่อย่างไรอย่างนั้น ถ้าเกิดมาตาบอดจะไปเห็นได้อย่างไร



      ถ้าจิตเห็นแสงสว่างแล้ว ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปก็สบายแล้ว รู้แน่ว่านิพพานเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งได้ แล้วก็ได้พึ่งแล้วตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป อันนี้เป็นของแน่นอน แต่ต่ำกว่านั้นยังเป็นปุถุชน แม้เป็นปุถุชนหากคิดดี ทำดี พูดดี ทานศีลพอสมควร มันก็มีส่วนได้รับความสุขบ้าง เกิดเป็นคนมีโชคดี นิสัยดีด้วย เป็นเทวดา เป็นพรหมก็ค่อยยังชั่ว ที่เขาฝันน่ะฝันดีก็ยังดีกว่าฝันร้าย ฝันเกิดเป็นคนพิการ เป็นคนชั่ว เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นสัตว์นรกมันก็แย่ ฝันดีไว้ คนที่แนวเดิมมันดีแล้วรู้จักดี รู้จักชั่วก็ดีไป คนที่ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว มันโง่ขนาดหนัก ก็ช่วยไม่ได้





      ยินดีในการทำดี คิดดี พูดดี ถึงจะเป็นพุทธหรือไม่ ไม่สำคัญ ถ้าทำดีธรรมชาติของกรรมมันก็ให้ผลดี ไอ้ดีเฉยๆ ไม่เจอพุทธ ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนั้นแหละ ดีแบบพุทธยังมีช่องทางรอดไปได้ มีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีปัญญาถึงแม้จะไม่เห็นแจ่มแจ้งในอริยสัจ แต่เชื่ออันนี้ถูกต้องยินดีในการขจัดกิเลสและมุ่งปรารถนาพระนิพพาน เออ ก็เรียกว่าเป็นดอกบัวเหนือน้ำ




     พระพุทธเจ้าทรงประกาศธรรมก็เพราะอย่างนั้น ทีแรกได้วิชชา ๓ ก็เห็นหมดแล้ว นับตั้งแต่ปรารถนาพุทธะลำบากแทบตายจะต้องเสียชีวิตเพื่อสัจธรรม ไม่ว่าทาน ศีล ภาวนา บารมี ๑๐ มันจะแสนยาก แม้แต่ชาติสุดท้ายที่ท่านบำเพ็ญอยู่ในป่า ๖ ปี ถ้าไม่ใช่โพธิสัตว์ทำไม่ได้หรอก ตายไปนานแล้วคิดดูซิ ป่าอินเดีย เต็มไปด้วยงู สัตว์ร้ายนานาชนิด ตอนนั้นศาสนายังไม่ได้ตั้ง ก็เป็นฤๅษีตนหนึ่งเท่านั้น หิวก็หาผลไม้กินไป บางทีไม่มีอะไรจะกินก็ได้แม่วัวที่มันให้ลูกดูดกินนม พอลูกมันออกไป ก็ไปอ้าปากรับนมที่เหลืออยู่อย่างนั้นแหละ...




      ถ้าเป็นคนธรรมดาไม่มีบุญบารมีทำแบบนี้ก็ตายไปนานแล้วละ ตรงไหนมันหนาวมากๆ ก็ไปทนหนาว ตรงไหนมันร้อนมากๆ ก็ไปทนร้อน ถ้าเป็นเรา ร้อนก็ไม่เอาแล้ว หนาวก็ไม่เอาแล้ว...






     ก็เพื่อปรารถนาจะถึงความรู้แจ้ง ทรงทำเช่นนั้น ๖ ปี ครั้งสุดท้ายใช้วิธีอดข้าว ๔๕ วัน เกือบตายเหลือแต่โครงกระดูก (ปางทรมาน) ทีนี้เป็นชาติสุดท้ายอย่างไรก็ต้องบรรลุโพธิญาณวันยังค่ำ ก็มีเรื่องซิ...เหมือนอย่างเรา วันนี้มันมีเรื่องก็ต้องมา ถ้าไม่มีเรื่องต้องเจอกันมา ก็ไม่มาหรอก มันก็ต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น... เทวดาก็มาปรากฏให้เห็น ดีดพิณ สายพิณตึงก็ขาด สายพิณหย่อนก็ไม่เป็นเพลง มันต้องกำลังพอดี ที่มันยากก็เพราะต้องพอดีตัว พอดีมันอยู่ที่ไหน ถ้ามันกำลังพอดีแล้วมันก็เป็นเพลงไพเราะ เมื่อพระพุทธเจ้ามองเห็นอันนั้นแล้วก็ เออ มันตึงเกินไปเสียแล้ว มันต้องรับทานอาหารกันบ้าง



     ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเกิดพร้อม ฝรั่งว่า synchronization เช่นที่เรามาเจอกันวันนี้ เหตุการณ์ทั้งหลายมันเกิดขึ้น ภาษาไทยเรียกว่ามันคล้องจองกัน สถานที่ เวลา บุคคล คล้องจองกันหมด มันก็มีเรื่องขึ้นมาพร้อมกัน คือนางสุชาดาปรารถนาจะมีลูกชาย ก็ให้คนเอาวัน ๑,๐๐๐ ตัวเลี้ยงไว้แล้วให้คนบีบเอานม ๑,๐๐๐ ตัวนั้นมาให้วัว ๑๐๐ ตัวกิน บีบนมจาก ๑๐ ตัวมาให้ตัวเดียวกัน แล้วเอานมจากตัวนี้ไปหุงข้าว ข้าวชนิดนี้ต้องพระพุทธเจ้าเท่านั้น ผู้ที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าจึงจะได้มีโอกาส เรียกข้าวปายาส เอายอดข้าวมาทำ ใส่เนยใส่นม ใส่น้ำผึ้งอย่างดี กลิ่นหอมฟุ้งเลย ใส่จานทองไป






     คนในสมัยก่อนนี้ในอินเดียในไทย ถือว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เอาข้าวไปไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ บังเอิญพระพุทธเจ้ามานั่งอยู่ที่นั้น ทีนี้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างสวยงามมาก ผิวพรรณผ่องใส นางสุชาดาก็นึก เออนี่คงเป็นเทวดาประจำต้นไม้มั้ง ก็เลยเอาข้าวใส่จานทอง ยกขึ้นเหนือหัวอธิษฐาน... ด้วยการกระทำนี้ขอให้มีลูกเทอญ ก็เอาจานนั้นวางแล้วก็ไปเลย พระพุทธเจ้าก็เลยฉันข้าว ๔๕ ปั้น (อดข้าว ๔๕ วัน)






     ฉันเสร็จแล้วก็ไปที่แม่น้ำเนรัญชลา ที่อยู่ใกล้พุทธคยาทุกวันนี้ แล้วก็เสี่ยงบารมีเหมือนกัน (เหมือนกับเราเสี่ยงบารมีในการทำภาวนานี้แหละ) ถ้านั่งภาวนาครั้งนี้สำเร็จจะเหวี่ยงจานนี้ลงไปในน้ำ ถ้าสำเร็จขอให้จานลอยทวนน้ำขึ้นไป ถ้าไม่สำเร็จก็จมไปธรรมดา เสี่ยงในจิต เสร็จแล้วก็เหวี่ยงลงไป... จานทองก็หล่นทวนน้ำไปเลย แล้วก็จม... กำลังใจมาแล้ว นั่งอธิษฐานอีกที เราไม่ลุกเด็ดขาด แม้ตายก็ยอม ถ้าไม่สำเร็จไม่ยอมลุก นั่งจนตลอดคืน






     รุ่งสว่าง รู้แจ้ง วิชชา ๓ เห็นแจ้งหมด ไม่ใช่สำเร็จเพียงจิตบริสุทธิ์เท่านั้น พุทธคุณ บารมีที่ทำมาให้ผลญาณวิเศษอีกเยอะแยะ แม้พระอรหันต์ก็ไม่สามารถมีได้ เพราะสำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะ พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่สามารถมีได้ เพราะบารมีไม่เท่ากัน สมมติพระปัจเจกพระพุทธบำเพ็ญแสนปี ของพระพุทธเจ้า ๓ แสนชาติ






     เมื่อตรัสรู้แล้ว ตอนแรกยังไม่คิดจะสอน ทำไมถึงคิดจะสอนเล่า ก็ดอกบัวบาน เขาก็มีมาแล้วบัวตูมก็มีมาแล้ว พอเทวดามานิมนต์ ท่านก็กดปุ่ม super computer ได้หรือยัง ส่งข้อมูล data ลงไป มันก็ Automatic ออกมาเป็นภาพ มีดอกบัวโผล่ขึ้นมา ที่บานแล้วก็มีมาก อยู่ใต้น้ำก็มาก อันนี้คือคำตอบ ไม่มีผิดพลาด






     พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพุทธญาณ Super computer ท่านจึงได้รับสอน...ทีนี้ก็กดปุ่มต่อไป จะสอนใคร ปิ๊ง !... เป็นภาพโยคี ๒ คนที่ท่านเคยไปเรียนสมาธิโยคีมาก่อน เขาตายไปแล้ว เอ้า กดปุ่มต่อไป กำหนดจิต เพ่งจิต อ้อ...ปัญจวัคคีย์ นักบวชพราหมณ์หนุ่มๆ ๕ คน ปฏิบัติอยู่สมัยบำเพ็ญตบะ (บำเพ็ญนี่เขาเรียกว่าตบะ) เขาถือกันในเมืองแขกว่าเป็นของวิเศษ ปัญจวัคคีย์พวกนี้พอเห็นพระพุทธเจ้าเลิกทรมานตนเองกลับมาฉันอาหารก็เข้าใจว่า ไม่ดีแล้ว ก็เลยแยกตัวหนีไป...ปัญจวัคคีย์นี่เป็นดอกบัวบานแล้ว พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปโปรด









     ปัญจวัคคีย์พอเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกล ก็ร้องบอกกันว่า เราจะไม่ไปรับรองอาจารย์คนนี้แล้ว แต่ที่ไหนได้ พอเข้ามาใกล้ต่างลืมสัญญา ต่างคนต่างกุลีกุจอเอาน้ำมาล้างเท้า จัดสถานที่ให้นั่ง ก็มีคนหนึ่งทักขึ้นว่า โคตรมะ ท่านสบายดีหรือ (พระพุทธเจ้าชื่อโคตรมะ จากโคตมะโคตร) พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า อย่ามาเรียกเราเป็นโคตรมะ เราเป็นพุทธะ (เพียงเท่านี้ คนยังไม่รู้เรื่อง แม้แต่ศาสตราจารย์ฝรั่งก็ยังไม่รู้เรื่อง) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ถ้าไปเรียกโคตมะก็แปลว่าปุถุชนนะซิ คนธรรมดา แต่นี่ไม่ใช่คนธรรมดานี่ เป็นคนมันจะพ้นคนได้อย่างไร มันจะพ้นเทวดาพ้นพรหมได้อย่างไร แต่นี่เป็นโลกุตรสภาวะ เป็นพุทธะ ตาเป็นพุทโธ หูก็เป็นพุทโธ ได้ยินอะไรมันก็รู้เท่าทันหมดทุกอย่างนะซิ อริยสัจ ๔ นิพพานเป็นโลกุตรจิตนี่ จะไปเรียกปุถุชนได้อย่างไร นี่ฝรั่งเขียนตำราพุทธ ของไทยยังไม่มี






     การถึงธรรมรู้ธรรม มันไม่ใช่หนทางที่จะเรียนรู้กันได้ง่ายๆ ในสมัยพุทธกาล เอาตามข้อเท็จจริงไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ พระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นไม้วัดวาก็ไม่มี คนก็ไปพบ ถาม-ตอบอย่างนั้นอย่างนี้ตอบปุ๊ปไปเลย สำเร็จแล้วโสดาบัน สกิทาคา มันไม่ใช่เพียงปริยัติ ทฤษฎีอะไรก็ไม่รู้ ความรู้แจ้งพรึ๊บก็พ้นแล้ว ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท ปฏิเวทแปลว่าสำเร็จ ขณะฟังจิตก็รู้แจ้ง รู้แจ้งพร้อมดับทุกข์ อริยสัจ ๔ นิพพาน มันพร้อมกันไปแล้ว เวลาไม่ถึงกี่นาทีเองจะไปเรียนเปรียญ ๑-๙ ตั้ง ๘ ปี ไม่ใช่อย่างนั้นต้องดู causes หรือ conditions background ว่ามีแค่ไหน อย่างเราสอนวาดรูป หรืออะไรก็ตาม คนเรามีพรสวรรค์อยู่แล้ว พอเราทำให้ดูปั๊บ ก็ทำตามได้เลย และบางคนทำได้ดีกว่า เพราะเขามีพื้นฐานมาแล้ว





     สัตว์ทั้งหลายตั้งแต่ยอดพรหมจนถึงก้นนรกมากมาย ยิ่งกว่าคลื่นในมหาสมุทร นาม กาย ใจ เกิดๆ ดับๆ อย่างนั้น เฉพาะคนในโลกมันก็ ๕ พันล้านคนแล้ว ยังสัตว์ดิน ในอากาศ ในมหาสมุทรจะไปนับกันอย่างไรและที่ไม่เห็นตัวอีกล่ะ สัมพเวสี เวียนว่ายตายเกิด หาที่เกิดไม่ได้ด้วยซ้ำไป เป็นเปรตก็มี ที่ร้ายกว่านั้นในนรกอีกนับไม่ถ้วน จะไปนั่งสมาธิเป็นฤๅษีอะไรกัน คนดูก็เห็นว่าเป็นอย่างไร ดูโทรทัศน์มันเป็นธรรมะทั้งนั้น มันเกิดขึ้นในธรรมชาติก็เป็นธรรมะนะซิ มีศีล ๕ เท่าไหร่ หลักง่ายๆ ดูศีล ๕ เป็นเครื่องตัดสิน อย่าว่าแต่เมืองฝรั่ง เมืองไทยก็เถอะ ไม่ว่าพระ ว่าเจ้า ว่าโยม ถ้าเขาจะให้เราเซ็นประกาศนียบัตรรับรองคนนี้ คนโน้นว่าไม่ไปนรกแน่ๆ ไม่ว่าพระ ไม่ว่าโยม จะไปกล้าเซ็นรับรองหรือ






     ถ้าทำจริงมันก็เห็น ไม่ต้องไปสงสัยถามเห็นอะไร ลืมตามันก็เห็น สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่รอบตัวไปหมด คนนี้ก็น่าสังเวช สัตว์นี่ก็น่าสังเวช จะว่าอย่างไรล่ะ


    พระพุทธเจ้าว่าในยามที่โลกธาตุเสื่อม เทวดาในสวรรค์โล่ง เทวดาพากันร้องห่มร้องไห้ สวรรค์โล่งแล้ว เพราะนรกมันแน่นหมด




 
     ถ้ามีสตินึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็ไม่ต้องไปถามไปอธิบายอะไรแล้ว เป็นการพ้นโลก พ้นจากโลภะ โทสะ โมหะ สิ่งสกปรกทั้งหลาย จิตบริสุทธิ์ เหมือนกับเพชรบริสุทธิ์ อันนี้เป็นที่พึ่งได้ จิตนิ่งเย็นสบายเรียกว่าปีติสุขเกิดขึ้น เป็นกุศลเป็นภาวนาแล้วให้ผลดีแล้ว หายใจเข้าก็สบาย หายใจออกก็สบาย






     ขอให้สัตว์ทั้งหลายที่จิตมืด ได้เจอแสงสว่างมากๆ เมื่อจิตเป็นกุศล เป็นสิ่งที่ดีงาม หายใจเข้าก็ปีติสุข หายใจออกก็ปีติสุข ใจก็เย็นสบาย กายก็เย็นสบาย โดยเฉพาะย่ายิ่ง แผ่เมตตาให้กับบิดา มารดาเป็นของสำคัญ เพราะขันธ์ ๕ ที่เอามาทำบุญสุนทาน ทำคุณงามความดีนั่นเอามาจากพ่อแม่ ถ้าไม่มีขันธ์นี้ จะเอาอะไรมาทำเล่า ถึงจะไปสวรรค์ไปพรหม มันก็ต้องอาศัยขันธ์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอามาภาวนา จะพ้นความมืดไปได้ก็เพราะเอามาจากพ่อแม่นี่ละ ตาหู จมูกลิ้นกายใจ เรียกว่ายืมขันธ์ ๕ มาเป็นแพถ่อถึงฝั่งแล้วเราก็ทิ้งแพขึ้นฝั่งซิทิ้งขันธ์ ๕ ได้ ถ้าไปติดแพอยู่จะขึ้นฝั่งได้อย่างไรเล่า






     ดีชั่วกลางๆ มันต้องวางให้หมด สุข ทุกข์กลางๆ มันต้องวางให้หมด มันต้องดับหลงทั้งหมดให้ได้เสียก่อน ถึงจะไปรอด คือผู้ถึงฝั่ง





     ถ้ายังไปยึดโน่นยึดนี่ เสร็จ ไปไม่รอด สติเป็นตัววางขันธ์ ๕ ทั้งหมด นี่เป็นทางรอด มันจะต้องวางกังวลให้หมด หมายความว่าเราวางสายไฟ มันถึงจะไม่ช๊อต ถ้าไปจับสายไป มันช๊อตแน่ ถ้าวางกังวลได้หมด รูป-นามมันถึงจะดับ เช่นเรามานั่งอยู่ที่นี่ ที่บ้านคุณพลเดช พอมาถึงแล้วจะไปไหนอีกล่ะ หมดเรื่องแล้ว ฉะนั้นพระพุทธเจ้าเวลาท่านบรรลุโพธิญาณท่านไม่ได้บรรยาย philosophy ท่านบอกว่าหมดกิจ end homework การบ้านก็คือทุกข์ ถ้าไม่รู้จักทำการบ้านมันก็คาราคาซัง พระพุทธเจ้าท่านพ้นทุกข์ ท่านจึงประกาศหมดกิจ หมดกรรม กิจคือสิ่งที่ต้องทำ เหมือนกับได้ปริญญาเอก จะไปทำอะไรไปสอบอะไรอีกล่ะ หมดกรรม เพราะกรรมเกิดจากอวิชชาอยากโน่นอยากนี่ ตัวอยากดับไปหมด เจตนาดี เจตนาร้าย เรื่องโลกๆ มันไม่มีแล้ว มีแต่พุทธจิต ทำอะไรด้วยอำนาจแสงสว่าง ถ้ามีสติอยู่ประจำมันก็สบาย






     ธรรมชาติของจิตมีอยู่สองอย่างเท่านั้น คือ มืด กับพ้นมืด อย่างอื่นไม่มี สติถ้ามีสติอยู่ประจำมันก็สบายเท่านั้นแหละ พระพุทธเจ้าว่าสติยับยั้งพญามาร มารคือตัวอวิชชานี่แหละ คือสภาพมืด


     เหมือนปลาว่ายอยู่ในทะเล มันไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างเพราะจิตมืด มันจึงรอดกันยาก กินๆ ฆ่าๆ กันไปวันหนึ่งๆ เรียกว่า วัฏฏะสงสาร




     ทุกข์ยิ่งใหญ่เกิดจากโง่ เพราะจิตเกิดอำนาจมืดมาบัง เหมือนพระอาทิตย์ถูกเมฆบัง ถ้าพระอาทิตย์แจ่มแจ้งแล้ว เมฆบังเช่นฤดูฝนก็ไม่มี ถ้าเจริญพุทธธรรมได้ก็เหมือนกับมีพายุมาปัดเป่าเมฆที่บังให้โล่งแจ้ง หมดปัญหา หมดความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความเห็นผิดมันจะหายไป ดับทุกข์ได้สบายเสียแล้วจะไปสงสัยอะไร


     ถ้าไม่ได้ไปหลงว่าเป็นเราเป็นเขา ก็สบาย ทุกข์ก็ธรรมดา รู้ธรรมดา หนาว ร้อน สุข ทุกข์ ก็ธรรมดา เกิดแก่เจ็บตายก็ธรรมดา รู้ก็เฉยๆ พลังสติเป็นโลกุตรธรรม ก็เป็นแสงสว่างนะซิ พุทธปัญญา รู้แจ้งความดับทุกข์ในปัจจุบัน






     "ถ้าไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ มันจะสมมุติอะไรขึ้นมาได้ อาศัยได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส นึกรู้ กายใจ พร้อมอวิชชา มันถึงได้ทุกข์กันเช่นนี้"






     ถ้าเจริญพุทธธรรม อริยมรรค การพ้นโลกก็เกิดขึ้น มันก็จบกันเท่านั้น มีสติพร้อมเห็น พร้อมได้ยิน พร้อมได้กลิ่น ร้อน หนาว สุข ทุกข์ สติพร้อม มันไม่หลงสักอย่าง






     ตื่นแล้วมันก็ไม่หลงนะซิ เหมือนคนตื่นตอนเช้า เวลาฝันอะไรก็นึกว่าจริงทุกอย่าง พอตื่นขึ้นมาก็เป็นเรื่องฝันทั้งหมด ความเห็นตอนตื่นขึ้นมามันเป็นคนละเรื่อง






     ก็เหมือนดูภาพยนตร์ ถ้าเป็นนักค้นคว้านักทดลอง ก็จะสงสัยว่า เอามันอะไรกันแน่ หลงเงาพระเอกนางเอก ถ้าไปจับดูที่จอก็จะพบว่ามันมีแต่ผ้าเฉยๆ เป็นคนจริงๆ ที่ไหน พระเอกที่ไหนนางเอกที่ไหน มันก็หมดเรื่องสงสัย บางคนนี่ช่างสงสัยบอกว่า เงามาจากไหน ลองตามไปดู ดูไปถึงต้นตอ เอ้า มันก็เป็นเหล็กเฉยๆ (เครื่องฉายหนัง) มันไม่ใช่พระเอก นางเอกอะไร ก็วิเคราะห์กันต่อไป เอ้า มันก็มีมีแสงสว่างเฉยๆ เท่านั้นเอง ฟิล์มเป็นๆ ฉายออกไปที่จอผ้า หากไม่รู้ทันก็โง่เกิดอารมณ์สารพัด แล้วแต่เงาจะพาไป เรียกว่า หลงขันธ์ ๕ ว่างั้นเถอะ เพราะตัวหลง จิตมันก็มืดไปเรื่อย เวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนั้นแหละ เหมือนกระแสคลื่นในทะเล แม้ท้องฟ้ามืด คลื่นก็แล่นไปมืดๆ อย่างนั้น เป็นพลังมืดทั่วสากล ล้านแต่อยากกันทั้งนั้น สารพัดเกลียดชัง สารพัดกามกำหนัด มันก็ทุกข์ใหญ่นะซิ





      ถ้าเห็นธรรม รู้ธรรมก็หายทุกข์ ถ้าแสงสว่างเกิดขึ้นเมื่อใด ความมืดก็ดับ เหมือนไฟฟ้าเมื่อไฟสว่างมืดก็ดับเป็นธรรมดา แสงสว่างที่ดับมืดคือพ้นโลก เป็นพุทธปัญญา จิตปุถุชนยังไม่เห็นแสงสว่าง ยังไม่พ้นโลกรู้แจ้งธรรมะ เรียกว่าถึงฝั่ง เช่นหากว่าอยู่ในมหาสมุทรเป็นกัลป์ ว่ายเข้าหาฝั่ง พอเข้าถึงฝั่งมันมีหวังแล้ว เข้าถึงดินใต้น้ำไม่จมลงไปได้ ลอยอยู่เพียงคอเรียกว่าพระโสดาบัน ถ้าขยันหมั่นเพียรเข้าไปอีกเข้าไปใกล้ลุยขึ้นมาถึงบั้นเอว เรียกว่าสกิทาคา หากถึงฝั่งยืนอยู่พ้นน้ำแค่เข่าเรียกว่าพระอนาคา ถ้าพ้นน้ำขึ้นมาเมื่อไร่ก็พ้นทุกข์เมื่อนั้น นิพพานปรมัง สุขัง เป็นของจริง เป็นที่พึ่งได้ ของจริงเท่านั้นที่พึ่งได้ ของไม่จริงพึ่งไม่ได้


พระพุทธเจ้าว่าจริงมีหนึ่งไม่มีจริงสอง อย่างเช่นที่เรานั่งอยู่ที่บ้านนี้มันคือตัวจริงของจริงหนึ่งเดียว สมมติว่าเนรมิตมาได้อีกคนหนึ่ง มันก็ไม่ใช่ตัวจริงของจริง สิ่งใดไม่จริง มันหาย มันหมดไป มันไม่ปรกติสุข จิตมันว้าเหว่ ต้องหาอันนั้นอันโน้นมาเติมตลอดเวลา สิ่งใดเป็นสัจธรรมสมบูรณ์ตลอดเวลา ไม่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคตที่ขึ้นอยู่กับกายใจที่หลง




      แม้เกิดมาเป็นมนุษย์ชั้นดีก็ยังมีทุกข์ แม้จะสร้างคุณงามความดี เป็นเทวดาเป็นโยคะเป็นพรหม ก็ยังไม่เที่ยงสักอย่าง จิตก็ยังมืดอยู่




      ในสมัยพุทธกาล พวกที่สร้างบารมีหวังได้พบพระพุทธเจ้า หวังแจ้งธรรม เมื่อบารมีเขาครบถ้วนเขาก็เกิดสมัยพระพุทธเจ้า เช่น นางสุชาดา นางวิสาขา เป็นต้น ที่เป็นเด็กๆ ก็มี อายุ ๗ ขวบ ฟังธรรมสำเร็จมรรคผลตั้งแต่เป็นสามเณรก็เยอะเพราะมีทุนเดิมอยู่ พูดง่ายๆ จะเป็นดอกบัวบานแล้ว อะไรมันก็ง่าย ดอกบัวตูมก็ต้องใช้เวลา แต่มันต้องบานแน่ๆ พวกที่อยู่ใต้น้ำนี่ซิ มันไม่แน่ อยู่ในกฎของ Probability เต่า ปู ปลาจะกินก็แล้วแต่เรื่อง




      เอ้า หายใจเข้า หายใจออก แล้วแผ่เมตตาขอให้สัตว์ทั้งหลายได้พ้นทุกข์มากๆ รวมทั้งตัวเราเองด้วย แผ่เมตตากันไปให้กว้างขวางที่สุด ไปถึงสวรรค์ พรหม มนุษย์ชั้นไหนก็ตาม ขอให้ได้รับส่วนกุศลที่เราได้ทำแล้วนี้ จงเป็นสุข ก็เรียกว่า อย่างน้อยเราก็ไม่ใช่ผู้เนรคุณ คุณธรรมข้อนี้พระพุทธเจ้าบอกว่า ผู้ที่มีความกตัญญู ระลึกถึงบุญคุณ เป็นผู้มีความเจริญ คนเราจะเลวจะชั่วก็ตาม หากมีความระลึกบุญคุณก็ยังพอคบได้ ถ้าเนรคุณสักอย่างมันก็ไม่ไหวแล้ว

 
.............................................

2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ20/1/54

    ขอรับธรรมะด้วยนะค่ะ
    ปิยนุช สมหวัง (บี)
    101 ม.6 ต.หนองตะครอง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ 31170
    อโณชา ทิพย์อักษร ( อ๋อ ) 142 ม.6 ต.หนองตะครอง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ 31170
    วีรยา โคกทอง (เมย์)
    141 ม.6 ต.หนองตะครอง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ 31170
    ดวงดาว มณีธรรม ( ปู )
    54 ม.6 ต.หนองตะครอง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ 31170

    ตอบลบ
  2. กราบ กราบ กราบ หลวงปู่เจ้าค่ะ[/l\]

    ตอบลบ

กรอกชื่อที่อยู่ตรงนี้ครับ

บทความที่ได้รับความนิยม