คนเพชรบุรี ปฏิบัติธรรม ได้ที่..สำนักปฎิบัติธรรม..ศิริธรรมถ้ำชี ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี ติอต่อ อ.ปิยะวรรณ โทร.081-5888792

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

๑๗. อุปสมบททดแทนคุณ


ครั้นใกล้จะเข้าพรรษา อายุอาตมาครบบวชแล้ว ก็ไปหาโยมพ่อ โยมแม่ทั้งสอง บอกความประสงค์ จะทำการอุปสมบท ซึ่งโยมพ่อ โยมแม่ก็มีความยินดี ตระเตรียมการให้ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส ไม่ ท้วงติงแต่อย่างใด เพราะท่านตัดใจได้มานานแล้วว่า ลูกชายท่านคนนี้ คงจะเอาดีทางพระ ไม่สนใจในทางโลกแน่นอน


เมื่ออุปสมบทแล้ว ก็ได้ไปเยี่ยมโยมพ่อโยมแม่ทั้งสอง และพี่ชาย พี่สาว บอกว่า


“จะขอบิณฑบาตโยมทั้งสองอีกสักอย่างจะได้ไหม ต่อไปจะไม่ ขออะไรอีก”


โยมต่างก็ถามว่า “ท่านจะขออะไรก็ขอให้บอกเถอะ โยมยินดี จะถวายทั้งสิ้น ที่สามารถจะถวายได้”


“อาตมาพิจารณาดูแล้ว เห็นโยมพี่ทั้งสอง เรียนสำเร็จแล้ว ก็มี ความรู้ที่จะทำการค้าขายเจริญก้าวหน้าต่อไป ส่วนโยมพ่อและโยมแม่ อายุมากขึ้นแล้วควรจะละความห่วงใยลงเสีย หันมาประพฤติปฏิบัติ ธรรม เพื่อตัวของโยมเองจะดีกว่า โยมพ่อโยมแม่จะทำได้หรือไม่ อาตมาขอเพียงแค่นี้แหละ




และการที่อาตมาบวชมานี้ โยมจะได้บุญกุศลก็เพียงเล็กน้อย ไม่ สามารถจะพาโยมไปสวรรค์นิพพาน เพื่อความพ้นทุกข์ได้ โยมจะต้อง ขวนขวาย พากเพียรพยายามปฏิบัติเอาด้วยตัวของโยมเองทั้งสิ้น




บุญกุศลที่โยมทำมาแล้วในอดีตชาติ ได้ส่งผลให้โยมมีฐานะความ เป็นอยู่ดีกว่าผู้อื่น มีลูกที่ดีอยู่ในโอวาททุกคน แต่บุญในอดีตชาตินั้น ย่อมหมดลงได้ ถ้าไม่สร้างสมทำเพิ่มขึ้นอีก




ทาน โยมก็ได้ทำมาดีแล้ว ศีล โยมก็รักษาดีแล้ว แต่บุญที่ยิ่ง ใหญ่เหนือกว่าทานกว่าศีลก็คือ สมาธิภาวนา ซึ่งจะเป็นทางเอาตัวรอด พ้นจากทุกข์ ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดนับไม่ถ้วนชาติอีกต่อไป”


โยมพี่ชายได้ถามว่า “ท่านคิดว่าพี่สองคนจะดำเนินกิจการต่อไป ได้หรือ”


“โยมพี่ทั้งสอง ก็เรียนกันมาทางค้าขาย ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไข ก็จะทำให้กิจการก้าวหน้าไปกว่าเดิมเสียอีก โยมพี่ชายนะไม่ต้องวิตกอะไร อีก ๕ ปีข้างหน้า ก็จะได้แต่งงาน มี ผู้มาช่วยการงานดีขึ้น ขอให้รักษาความดี ความซื่อสัตย์เอกไว้ให้มั่นคง




ส่วนโยมพี่หญิง ขอบอกให้รู้ว่า เกิดมาไม่มีเนื้อคู่กับเขาหรอก เพราะอดีตเป็นนักบวช ถึงเวลาพอสมควรก็จะหันหน้าเข้าวัด”




ที่สุด โยมพ่อโยมแม่ทั้งสองก็รับปากจะขอปฏิบัติธรรม ตามที่ อาตมาขอบิณฑบาต แต่จะไม่เข้าวัดถือบวชระคนด้วยหมู่คณะ จะไป อยู่บ้านสวน ซึ่งมีความสงบดีพอสมควร แล้วค่อยปฏิบัติไป




อาตมาก็บอกว่า “ไม่จำเป็นจะต้องเข้าวัดเพื่อถือบวช เป็นอุบาสก อุบาสิกา อยู่กับบ้านก็ปฏิบัติธรรมสมาธิได้ ความเป็นอยู่ก็ไม่ต้อง ห่วงใยอะไรแล้ว เพียงตั้งใจปฏิบัติก็จะถึงความสุขได้”


ในพรรษานั้น ก็ได้ช่วยท่านมหาจำเริญแบ่งเบาภาระในการสอน นักธรรม ซึ่งตอนนี้ก็มีพระนักธรรมเอก และเปรียญ ๓, ๔ ประโยค อีกสองรูป มีผู้เข้ามาบวชเรียนมากขึ้น ก็พอดีช่วยกันได้




อาตมาได้ชักจูง ภิกษุสามเณรที่บวชเก่า และบวชใหม่ให้หันมา ปฏิบัติธรรมสมาธิ ควบกับการเรียนปริยัติไปด้วย แต่แรกก็มีวอกแวก หละหลวม ไม่เอาจริงกันบ้าง อาศัยที่คอยตรวจสอบวาระจิต ใครคิด อะไร ก็คอยทักท้วงให้รู้ว่าที่คิดอย่างนั้น อาตมารู้นะ หรือใครไปทำ อะไรที่ไหน ก็บอกได้หมด




จนภิกษุสามเณรภายในวัดแปลกใจว่า อาตมารู้ได้อย่างไร ก็ได้ แต่บอกว่า ถ้าภิกษุสามเณรตั้งใจปฏิบัติ ก็สามารถจะรู้เห็นเช่นอาตมา ได้ จึงไม่มีใครหลีกเลี่ยง ตั้งใจปฏิบัติกันดี


พรรษาแรก ถึงวันธรรมสวนะ ๑๕ ค่ำ อาตมาก็ได้รับมอบจาก หลวงพ่ออาจารย์ให้สวดปาติโมกข์ตลอดพรรษา

..........................................................................

บทความที่ได้รับความนิยม