คนเพชรบุรี ปฏิบัติธรรม ได้ที่..สำนักปฎิบัติธรรม..ศิริธรรมถ้ำชี ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี ติอต่อ อ.ปิยะวรรณ โทร.081-5888792

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

๗.ธุดงค์จาริก



ต่อมาอีก ๒ วัน หลังจากอาจารย์กับศิษย์สามเณรฉันเช้าแล้ว ก็ แบกกลด สะพายบาตรออกจากวัดที่สระบุรี มุ่งขึ้นไปทางภาคอีสาน จุด หลายปลายทางคือจังหวัดเลยและหล่มสัก เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นดินแดนที่ ป่ายังอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยภูเขาเป็นพืด และถ้ำมากมาย ดูเขียวชอุ่ม ชุ่มชื่นตลอดทั้งปี




การเดินทางครั้งนี้ ท่านพระอาจารย์อุปัชฌาย์พยายามเลี่ยงเส้นทาง คมนาคมสายใหญ่ ที่มีรถรามาก โดยลัดเลาะไปตามทุ่งนาป่าเขา และไม่ เดินให้ไกลนัก ห่วงสามเณรจะทนไม่ไหว เพราะเพิ่งจะออกธุดงค์เป็นครั้งแรก


จากสระบุรีก็แวะปักกลดที่แก่งคอย ในป่าช้าของวัดหนึ่ง ท่าน อาจารย์เคยเดินเป็นประจำทุกปี จึงรู้จักทางที่จะลัดเลาะไปได้ดี




ภายในป่าช้าแห่งนี้ มีต้นไม้ปลูกเป็นแถวเป็นแนวร่มรื่น ดูเป็น ป่าช้าที่พัฒนาแล้ว มีฮวงซุ้ยตั้งเรียงราย มีเมรุเผาศพที่สวยงามทันสมัย มีศาลาใหญ่สำหรับผู้มาเผาศพ จะได้นั่งพักระหว่างทำพิธี ไม่มีสิ่งใด น่ากลัวเลย


มองเห็นจิตวิญญาณทั้งหลาย มีใบหน้ายิ้มแย้มผ่องใส มีอาหารที่ ญาติพี่น้องมาทำบุญอุทิศให้อย่างอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นพวกจิตวิญญาณ ที่ใจดี




ฝ่ายอกุศลจิต จะมีจิตวิญญาณที่อยู่ในฐานะลำบาก เห็นพวกไม่มี ญาติ ถูกเขาฆ่าตาย ชาวบ้านเอามาเผาที่ป่าช้านี้ เป็นการสงเคราะห์ จึงมีความอดอยาก ไม่มีที่อยู่อาศัย หน้าตาเศร้าหมอง ซึ่งนับว่าน่าสงสาร




เมื่อท่านอาจารย์กางกลด จัดสถานที่เรียบร้อย จิตวิญญาณเหล่านั้น เขาก็ชื่นชม พากันมาขอฟังธรรมโดยเรียบร้อย หลวงพ่อเล่าให้ฟังตอน หลังว่า จิตวิญญาณบางดวง ก็เคยรู้จักคุ้นเคย เพราะท่านเคยมาเทศน์ โปรดจิตวิญญาณในปีก่อนๆ เขายังไม่ถึงเวลาไปเกิด หรือย้ายไปจุติ ในภพภูมิอื่น




หลวงพ่อได้เทศน์โปรดระยะหนึ่ง อาตมามองไปที่พวกผีไม่มีญาติ เห็นเขานั่งอยู่ท้ายแถว หน้าตาไม่ผ่องใส เมื่อหลวงพ่อเทศน์เสร็จแล้ว ก็เรียกเขาเข้ามาใกล้ แผ่เมตตากรวดน้ำให้ บอกให้ไปเกิดในภพภูมิอื่น ได้แล้ว อย่ามาเฝ้าป่าช้าให้ลำบากอยู่เลย เขาต่างก็พากันปีติยินดี กราบ แล้วพากันถอยออกไป อย่างมีอาการลิงโลด


สัตว์ทั้งหลายต่างปรารถนาสุขด้วยกันทั้งสิ้น แต่ขาดสติที่จะพิจารณา ถึงกรรมดี กรรมชั่ว แยกแยะไม่ถูก เช่นเดียวกับมนุษย์ในสังคมของเรา บางกลุ่มบางพวกในขณะนี้ จึงมีทั้งคนที่ทำกรรมดี และทำกรรมชั่ว มากมาย น่าสังเวชสลดจิต




แต่ผู้ที่มักทำกรรมชั่ว เป็นอกุศล ไม่รู้บุญรู้บาป บ้างก็เที่ยวตกปลา ล่าสัตว์ ทำลายชีวิตซึ่งกันและกัน มีอาชีพที่น่ากลัวอันตราย เช่น มือปืน รับจ้าง ยังมีพวกรับจ้างฆ่าคนโดยทางลับ ปล่อยคุณปล่อยไสย ให้เขา ตายไปโดยไม่รู้สาเหตุ




การกระทำของคนเหล่านี้ ไม่เป็นความลับในโลกของวิญญาณ เขาจะต้องได้รับผลแห่งกรรม ตกนรกอเวจีไม่มีเวลาสิ้นสุด




พวกหลอกลวงต้มตุ๋น โกหกมดเท็จ ทำให้ผู้อื่นเสียหายก็เช่นเดียว กัน พวกลักขโมยปล้นสะดม ฆ่าผู้อื่นเพื่อเอาทรัพย์สิน ทางโลกวิญญาณ จะไม่มีวันยกโทษให้




พวกผิดลูกเมียผัวเขา แม้แต่คนใช้ในปกครองของเขา ต้องมีบาป หนักหนาสาหัส แม้บางคนเอาลูกมาบำเรอความใคร่ และแม้แต่คน ใช้ เลขานุการ โดยอ้างเอาความกตัญญู หรือบุญคุณที่เขาจะต้องตอบ แทนตน ก็เป็นบาป ถูกไฟนรกเผาไหม้ให้ได้รับทุกข์ทรมาน




อันที่จริง พระผู้เป็นเจ้าก็ย่อมจะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ปรารถนา จะช่วยพาจิตวิญญาณขึ้นสวรรค์ไปทั้งหมด ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง




แต่สาวกของพระองค์มีมากเหลือเกิน เป็นร้อยเป็นพันล้านคน ญาติพี่น้องของผู้ตายก็ผลักภาระไปให้พระองค์แต่องค์เดียว โดยเพียง แต่ปักไม้กางเขน เป็นเครื่องหมายให้พระองค์รู้เท่านั้น จะทรงขนจิต วิญญาณขึ้นสวรรค์ไปได้หมดสิ้นอย่างไร




ส่วนไทยเรา ไม่ยอมรอพระผู้เป็นเจ้า และไม่คิดจะผลักภาระให้ พระผู้เป็นเจ้าแต่องค์เดียว ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทำบุญอุทิศส่วน กุศลให้จิตวิญญาณของพี่น้องพ่อแม่ของตนอีกทางหนึ่ง แม้ยังไม่ได้ ขึ้นสวรรค์ ก็ยังมีอยู่มีกิน ประทังชีวิตไปได้




ได้ส่งจิตไปถามหลวงพ่ออุปัชฌาย์ที่กลดซึ่งอยู่ห่างกันว่า "จะช่วย เขาได้อย่างไรดี ดูน่าสงสารมาก บางคนเขาเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้าดี ไม่ได้ ทำบาป แต่ก็ไม่ได้ทำบุญ หรือไม่มีใครทำอุทิศให้ จะไปเกิดใหม่ บุญก็ ยังไม่พอจะไปเกิดได้ บางคนอยู่นานเกินไป จนมืดมัวไปหมด ไม่รู้จะ ไปทางไหนถูก"




หลวงพ่อตอบมาว่า "พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เมตตา ไม่เลือกว่าจะ เป็นใคร ศาสนาไหน ชนชาติใด ย่อมเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เราเข้ามาพักในป่าช้าของเขา ก็เป็นบุญที่เขาจะ ได้ไปผุดไปเกิดมากด้วยกัน จงแผ่เมตตา กรวดน้ำอุทิศกุศลของเราที่ เฝ้าบำเพ็ญเพียรมา ให้แก่เขาเถิด"




การอุทิศส่วนกุศลนี้ เป็นเรื่องสำคัญมาก ก็อยากจะบอกกล่าวญาติโยม ที่เป็นคริสต์ศาสนิกชนว่า ถึงท่านจะทำบุญให้ทาน อย่างไทยพุทธไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่ทรงห้าม ไม่ให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล ท่านอาจจะถือศีลแบบ ของท่าน อาจจะบริจาคทรัพย์เพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ช่วยเด็กพิการอนาถา ท่านก็สามารถอุทิศกุศลไปถึงญาติพี่ น้องที่ตายไปแล้ว ให้เขาได้รับได้ โดยทำจิตของท่านให้สงบ นึกอุทิศ ด้วยการออกชื่อของเขา ก็จะทำให้เขาได้รับกุศลได้




ในสมัยทุกวันนี้ บาทหลวง แม่ชี (ซิสเตอร์) ต่างก็สนใจในการฝึก เดินจงกรม ทำสมาธิกันมากขึ้น เพื่อซักฟอกจิตของตนให้สะอาดบริสุทธิ์




อันนี้ ก็นับว่าเป็นกุศลเหนือสิ่งใดทั้งสิ้น เมื่อปฏิบัติจบสิ้นแล้ว ก็นึก อุทิศกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ที่เป็นญาติของท่าน หรือจะอุทิศให้สรรพ สัตว์ไปด้วยก็ได้ บุญจะได้เพิ่มพูน ไม่รู้จักหมด




ที่นำเอาป่าช้าคริสต์มาเล่าแทรกไว้ ไม่มีเจตนาจะหมิ่นศาสนาใด แต่เป็นการบอกบุญ เพื่อประโยชน์สุขของจิตวิญญาณที่ถูกทอดทิ้งให้ อดอยาก เป็นที่น่าสงสาร และบอกทางที่ญาติพี่น้องจะอุทิศส่วนกุศล ให้เขาได้ ถึงไม่ใช่อาหาร ก็จะทำให้เขาไปเกิด พ้นทุกข์ได้เร็วขึ้น




พระพุทธเจ้าของเรา ทรงมีเมตตาอย่างกว้างขวาง เผื่อแผ่ไปทุก สรรพสัตว์ สมัยพุทธกาล มีเจ้าลัทธิศาสนาเป็นอันมาก เมื่อข้องใจหรือ อยากรู้ปัญหาธรรมที่ยังไม่กระจ่าง ก็มักจะมาตั้งปัญหาถามพระองค์ จน สิ้นความสงสัย เกิดศรัทธาบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคลเป็นอัน มาก บางทีก็มาแบบลองดี หวังเอาชนะ พระองค์ก็ไม่ถือสา เพราะ ทรงเมตตา หวังช่วยเขาให้เข้าใจตามความเป็นจริง




พระพุทธศาสนา จึงมีเมตตาธรรม ไม่เคยขัดเคือง เป็นศัตรูกับ ศาสนาใด ไม่เคยขัดแย้ง จนถึงต้องทำสงครามศาสนากับชาติใด




เราอาจมีผู้นับถือน้อย เป็นที่สามของศาสนาอื่น เพราะเราไม่เคย เอาอำนาจทางการเมืองไปบังคับกดขี่ใครให้นับถือ อย่างที่เราถูกทำลาย มาแล้วในชมภูทวีป หรือที่อื่นๆ แต่เราก็เป็นศาสนาที่มั่นคง


ใครมายอมรับนับถือ ปฏิบัติตามอย่างจริงใจ เขาเหล่านั้นก็จะเกิด ความเชื่อมั่นไม่สั่นคลอน เพราะตระหนักว่า เป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครจะ เปลี่ยนแปลงได้


สัจธรรมนั้น จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยกาลเวลา แต่สักวันหนึ่ง เมื่อชาว โลกประสบทุกข์มากขึ้น ชาวโลกก็จะต้องยอมรับสัจธรรมที่มีอยู่ใน พระพุทธศาสนา




ขณะนี้ รัศมีทองแห่งสัจธรรมกำลังกระจายออกไปในดินแดนต่างๆ ของโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การปฏิบัติธรรมสมาธิ กำลังคืบหน้า ไปกว่าวิธีการใดๆ




ในไม่ช้าชาวโลกจะพากันยึดมั่นเอาคำสอนของพุทธศาสนา เป็น เครื่องดำเนินชีวิต และรู้ชัดว่าสันติภาพแท้จริงนั้นหมายถึงอะไร




สันติภาพแท้จริง คือความยินดีในความสงบที่ออกไปจากจิตของ ชาวโลกทุกคน ทุกชีวิต มันจะไม่มีการทำลายล้าง ไม่มีการหลงผิดไป ตามอำนาจของความโลภ โกรธ หลง ทิฐิมานะใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ความรัก ความเมตตา เอื้อเฟื้อ ปรารถนาดีเพียงอย่างเดียว




อาตมาก็เป็นชาวพุทธ จึงมุ่งแต่จะดำเนินตามรอยพระยุคลบาท พระบรมศาสดา หวังความสุขแก่ชาวโลกทั้งปวง อย่าหาว่าหมิ่นประมาทเลย




โดยเฉพาะเป็นพระเป็นสงฆ์ผู้ทรงศีลแล้ว เขาให้ความนับถือ ไม่ กล้าผ่านไป แต่เมื่อเขาเข้าไปยังที่พำนักเขาไม่ได้ บางทีก็ทำให้เขาขัดเคือง กลั่นแกล้งเอาบ้าง ซึ่งพระธุดงค์ที่ยังไม่มีตาเห็นได้ มักจะถูกกลั่นแกล้ง เสมอ




บางทีเขาก็เล่นงานหนักๆ ถึงเจ็บไข้ได้ป่วยไปก็มี บางทีก็แสดงเป็น พายุพัด ไม่ไร่หักระเนระนาด แต่พอเช้าขึ้น ทุกอย่างกลับเป็นปกติ เป็นการเตือนให้รู้ว่า เป็นพระต้องรู้จักการควรหรือไม่ควร


เรื่องนี้ท่านอาจารย์อุปัชฌาย์ เคยเล่าให้ฟังว่า พระที่จะออกธุดงค์ ใหม่ๆนั้น ถ้าเป็นหมู่คณะมีครูบาอาจารย์ควบคุมไปด้วย ก็พอค่อยยัง ชั่ว เพราะครูบาอาจารย์ท่านรู้จักระมัดระวัง


แต่ถ้าไปกันตามลำพังใหม่ๆ ด้วยกันรูปเดียวหรือสองรูป ยังปฏิบัติ ไม่ถึงขั้นรู้จักเอาตัวรอด หรือเป็นที่พึ่งของตนเองได้แล้ว นับว่ามีอันตราย มาก บางทีตกอกตกใจถึงเสียสติ ทิ้งบริขารวิ่งป่าราบไปก็มี เพราะเพียง แต่เขามาแสดงให้เห็น ในขณะทำสมาธิ ด้วยลักษณะที่น่ากลัวต่างๆ




ฉะนั้นการออกธุดงค์ จึงไม่ใช่ของทำเล่นๆ นึกอยากไปก็ไป ทาง ที่ควรจะต้องเรียนรู้ฝึกฝน ในข้อวัตรของธุดงค์ให้ดี มีความเชื่อมั่นใน พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ อย่างแน่วแน่ ไม่หวั่นไหว เชื่อมั่นในศีล ในสมาธิ และมีสติพอรู้เท่าทันเหตุการณ์ ที่เกิด หรือพิจารณาสภาพแวดล้อมอย่างรอบคอบ


โบราณว่า คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล มีอันตรายเพราะมองไม่เห็น แต่กับป่าที่มองเห็นๆนี่แหละ ก็อวดดีไม่ได้ มักมีอาถรรพณ์ลี้ลับแฝงอยู่เสมอ




เพียงความไม่รอบคอบต่อสภาพแวดล้อม ได้ยินเสียงลมพัดปะทะ กับช่องอากาศเล็กๆ ในถ้ำ หรือหินผา ที่มีรูลึกเข้าไป เกิดเสียงหวีดหวิว ครวญครางเหมือนเสียงผีปีศาจ ก็ทำให้ใจหวั่นไหวหวาดกลัวได้ เสียงมา จากไหนก็ต้องตาม ต้องมีสติสังเกตให้รู้แน่ว่า เป็นเสียงอะไร ถ้าเพียงได้ยินเสียง และไปคิดปรุงแต่งเอาเองว่า เป็นเสียงนั้นเสียงนี้ เราก็เสร็จ




ต้องเอาอย่างพราน เขาระมัดระวังทุกอย่าง เวลาออกป่าล่าสัตว์ เขาจะไม่ใส่เสื้อผ้าที่ซักใหม่เป็นอันขาด ต้องปล่อยให้เหม็นสาปเหม็น สางไปอย่างนั้น เขาว่าจะทำให้สัตว์มันผิดกลิ่น




การพูดจาเขาก็ระวังไม่พูดเสียงดัง ตะโกนกันโหวกเหวก หรือพูด ตลกคะนอง พูดหยาบคาย แม้แต่ชื่อเขาก็ไม่เรียกออกชื่อกัน




การเดินก็ต้องดูให้ดี บางทีเขาขุดหลุมพราง ปักหลาวดักสัตว์ไว้ เอา ใบไม้เกลี่ยปิด ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเหยียบลงไปก็ไม่เหลือ หรือบางทีเขาขัดจั่นห้าว ขึงสายใยไว้ ถ้าเดินไปเตะถูกสายใยเข้า แหลนหลาวหรือปืนที่เขาขัดไว้ มันก็พุ่งใส่พุงเอา ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้สำรวมอินทรีย์ คือต้องระมัดระวัง สิ่งนี้เอง




ในป่าบางแห่ง พืชไม่มีพิษนั้นมีมากด้วยกัน ต้องทำความรู้จัก ให้ดี เช่น ตะรังตัวช้าง ไปถูกมันเข้าก็ไข้ขึ้น ตัวต่อหลุมก็เหลือร้าย เผลอ เหยียบลงไปในหลุมหรือรังใต้ดินใหญ่ๆ ถึงตายก็มี บางทีเดินเลาะลัดเข้า ไปในป่าทึบ เห็นเถาวัลย์พันไม้ ห้อยเกะกะอยู่เหมือนท่อนไม้แห้ง บางที มันก็เป็นงูพิษดูไม่ออก เพราะสีมันกลมกลืนกับเถาไม้




พระธุดงค์สมัยก่อนนี้ ท่านมักมีกาต้มน้ำร้อนติดไปด้วย เพราะ รู้ว่ากรักกรองน้ำ ยังไม่ปลอดภัยพอ สำหรับกรองเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งอาจ เป็นเชื้อโรคร้าย ไม่สะอาดพอ เพราะมันเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สู้ต้มไม่ได้ แน่ใจดี


มาสมัยนี้เห็นสะพายกระติกน้ำหุ้มผ้าสักหลาด เวลาน้ำหมด เจอลำธาร น้ำไหลใสเย็น ก็เอาใส่ไว้ ดูก็โก้ดี เป็นพระทันสมัย แต่ไม่ปลอดภัยเลย น้ำบางแห่งทำให้ท้องร่วงท้องเดิน หรือทำให้เป็นไข้ป่าได้




แม้การอาบน้ำในห้วยลำธารซึ่งมีความเย็นเกินปกติ คนสมัย ก่อนเขาก็ระวังกัน ไม่พรวดพราดลงอาบทันที ต้องค่อยๆวักน้ำลูบหน้า ลูบตัวเสียก่อน เป็นการปรับอุณหภูมิในร่างกายให้รู้ตัว มิฉะนั้นไข้ป่า อาจถามหา สั่นงั่ก ไม่ทันขึ้นจากน้ำ บางท่านคิดเอาว่า การออกธุดงค์นั้น ตนได้ถวายชีวิตแก่พระพุทธเจ้าแล้ว สุดแต่ท่านจะเมตตา เป็นตายอย่างไรก็ยอมทั้งสิ้น อันนี้ก็ถูกที่เชื่อมั่นอย่างนั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนอย่างไร ท่านสอนว่าอย่าประมาทใช่หรือไม่ ถ้าเรามีความประมาท ไม่ระมัดระวัง ให้รอบคอบ ก็ผิดคำสอนของท่าน ผู้มีความประมาท เมตตาของพระ พุทธเจ้า คงจะช่วยได้ไม่ทันกาล



...............................................................................................................................................

บทความที่ได้รับความนิยม